การปลูกยางพารา

ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรกว่า 6 ล้านคน หรือร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ในปี 2544 ยาง ผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพารา ทำรายได้จาก

การปลูกยางพารา

ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรกว่า 6 ล้านคน หรือร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ  ในปี 2544 ยาง ผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพารา ทำรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศ คิดเป็น มูลค่าทั้งสิ้น 135,280 ล้านบาท แยกเป็นมูลค่าการส่งออกยางในรูปวัตถุดิบ 58,703 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์ยาง 48,496 ล้านบาท และ ผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา 28,081 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2543 ซึ่งมีมูลค่า 123,642 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกในปี 2544 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.4 แต่เมื่อพิจารณาแยกรายสินค้า มูลค่าการส่งออกยางในรูปวัตถุดิบลดลงร้อยละ 3.3 การส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์ ไม้ยางพารา เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 และร้อยละ 34.5 ตามลำดับ ปริมาณการผลิตยางของไทยในปี 2544 จำนวนทั้งสิ้น 2.319 ล้านตัน คิด เป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของการผลิตทั้งหมดของโลก และส่งออกยางปริมาณ 2.042 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ของการส่งออก ยางทั้งหมดของโลก

 

การปลูกยางพารา:

1. การเตรียมพื้นที่ปลูกยาง – ขั้นตอนที่สำคัญ คือ
1.1. เก็บพืชเศษเหลือของพืชในพื้นที่ให้ออกมากที่สุด เพื่อเป็นการขจัดแหล่งแพร่เชื้อโรค โดยเฉพาะโรครากยางในระยะต่อไปด้วย การกำจัดไม้ยืนต้นบางชนิด และการโค่นต้นยางเก่า

1.2. การโค่นไม้ยางเก่า ควรเริ่มโค่นในฤดูแล้ง เพื่อสะดวกในการเก็บเศษไม้และตอไม้ออก วิธีโค่นที่นิยมใช้ คือ โค่นด้วยแรงคน และโค่นด้วยเครื่องจักร กรณีใช้แรงคน โค่นจะเหลือตอซึ่งยังไม่ตาย จำเป็นต้องทำลายตอเหล่านี้ให้ตายและผุพังอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดราก โดยใช้สารเคมี ทารอบตอสูงจากพื้น 30 เซนติเมตร ทาก่อนโค่น 1 วัน สารเคมีที่ใช้ คือ ไทรคลอเพอ 2.21 กรัม ผสมน้ำ 95 ซีซี หรือการ์ลอน 5 ซีซี ผสมน้ำ 95 ซีซี พื้นที่ปลูกยางใหม่ที่จะปลูกสร้างสวนยางส่วนมากเป็นพื้นที่ปลูกไม้ป่าเศรษฐกิจ ปลูกไม้ยืนต้น ปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง พื้นที่เนินเลี้ยงสัตว์ และอื่นๆ

1.3. การเตรียมพื้นที่ปลูกยาง เก็บเศษไม้ออกจาก แปลงให้มากที่สุด เพื่อป้องกัน การเกิดโรคราก ไถพลิกและไถพรวนอย่างน้อย 2 ครั้ง ปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับการปลูกสร้างสวนยาง สำหรับ พื้นที่ลาดเอียงมากกว่า 15 องศา จะต้องวางแนวปลูกตามขั้นบันได

ระยะปลูกยาง :

ในพื้นที่ปลูกยางเดิมเขตชุ่มชื้นใช้ระยะปลูก 2.5 x 8 หรือ 3 x 7 เมตร ในเขตปลูกยางใหม่ท้องที่แห้งแล้ง ใช้ระยะปลูก 2.5 x 7 หรือ 3 x 6 เมตร

การวางแนวปลูกยาง,การขุดหลุมปลูกยาง :

ถ้าพื้นที่ค่อนข้างลาดเท ให้วางแนวแถวยาวขวางทิศทางการลาดเทของพื้นที่ ควรวางแถวยางอยู่ในแนวทิศตะวันออก ตะวันตก เพื่อให้มีร่มเงา

ทิศทางของลมควรวางในแนวทิศทางการพัดของลม ในเขตที่มีกระแสลมรุนแรงควรหาพืชอื่น ๆ ที่เจริญเติบโตเร็ว ปลูกเป็นพืชกำบังลมก่อน และเลือกพันธุ์ยางที่มีความต้านทานลม

การวางแนวปลูกในพื้นที่ราบเมื่อกำหนดทิศของแถวปลูกยางได้แล้วให้วางแถวหลัก (ห่าง 1.5 เมตรจากขอบแปลง) ทางด้านหนึ่งของขอบแปลงที่สะดวกต่อการทำงานแล้วตั้งฉากที่ปลายทั้ง 2 ด้านของแถวหลัก วางแถวที่ 2 ต่อไปเรื่อยๆ ปักระยะระหว่างต้นในแต่แถวไปพร้อมกัน เล็งแนวแถวและต้นต้องเป็นเป็นเส้นตรง ทั้งในแนวตั้งและในแนวฉาก แถวและต้น ต้องตั้งฉากกันทั้งแปลง

การวางแนวในพื้นที่ลาดชัน วางแถวยางให้ขวางทิศทางการลาดเทของพื้นที่ ให้แถวยางแต่ละแถวมีระดับความสูงเดียวกัน แบบขั้นบันได เลือกพื้นที่มีความลาดเทปานกลาง วางระดับขั้นบันไดจากขั้นที่สูงที่สุด ลงมาที่ละขั้นตามทางลาดเทของพื้นที่ ให้ระยะระหว่างขั้นบันไดห่างกัน 7 เมตรในแนวราบทุกขั้น จนถึงขั้นล่างสุด หลังจากนั้นในแต่ละแถวให้วางระยะระหว่างต้น ห่างกัน 3 เมตร หรือ 2.5 เมตร แล้วแต่เขตปลูกยาง

ขนาดของหลุม50 x 50 x 50 เซนติเมตร เตรียมโดยใช้แรงงานคนขุด บางพื้นที่สามารถใช้สว่านติดท้ายรถแทรคเตอร์ เจาะหลุมปลูก ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหินฟอสเฟต หลุมละ 200 กรัม ในแหล่งปลูกยางใหม่ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัม ต่อต้นรองก้นหลุม ร่วมกับหินฟอสเฟต 70 กรัม

วัสดุปลูกยาง:

ต้นยางชำถุงขนาด 2 ฉัตรเป็นวัสดุปลูกที่ใช้ทั่วไปทั้งในพื้นที่ชุมชื้นเขตปลูกยางเดิม และเขตปลูกยางใหม่ท้องที่แห้งแล้ง ยางชำถุงขนาด 2 ฉัตรมีความแข็งแรงและมีระบบรากดีกว่าขนาด 1 ฉัตร ทำให้ต้นยางตั้งตัวทนแล้งได้เร็ว

ต้นยางชำถุงขนาด 1 ฉัตรต้องเป็นต้นกล้ายางที่ติดตาในถุง เพราะมีระบบรากที่แข็งแรงต้นยางตั้งตัวได้รวดเร็ว ต้นชำถุงที่ นำมาปลูก จะต้องมีความสมบูรณ์ แข็งแรงถูกต้องตรงตามพันธุ์ ฉัตรใบยอดควรจะแก่เต็มที่ใบมีสีเขียวเข้ม ทั้งนี้เพื่อป้องกัน อาการไหม้จากแสงแดดและยอดอ่อนเสียหายจากการปลูก

วัสดุปลูกควรเป็นไปตามมาตรฐาน ของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้ยังมีวัสดุปลูกอย่างอื่น เช่นการปลูกต้นตอตาและการปลูกต้นกล้ายางติดตาในแปลงปลูกสวนยางสามารถปลูก ได้เฉพาะพื้นที่มีความชุ่มชื้นสูง และผู้ปลูกที่มีประสบการณ์

ฤดูกาลปลูกยางพารา :

ในพื้นที่ชุ่มชื้น เขตปลูกยางเดิมช่วงฤดูแล้ง เริ่มเข้าฤดูแล้ง เดือนมกราคม เตรียมพื้นที่เก็บไม้ออกจากพื้นทีให้หมด ไถพรวนและวางแนวขุดหลุมปลูก ถ้าผสมปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุม ควรให้เสร็จก่อนปลูกยางในฤดูฝน 1 เดือน ฝนเริ่มมาเดือน พฤษภาคม ถ้าพื้นที่มีความชื้นเพียงพอก็สามารถปลูกต้นยางชำถุงได้ การปลูกต้นตอควรมีความชื้นเต็มที่ขณะปลูกไม่น้อยกว่า 2 เดือน หลังปลูก 15 วัน ถึง 1 เดือนควรปลูกซ่อม ต้องปลูกซ่อมให้เสร็จก่อนหมดฝนอย่างน้อย 2 เดือน ในช่วงกลางฤดูฝนมักจะ มีฝนทิ้งช่วงให้ฝักของเมล็ดยางแห้งแตกร่วงหล่น การตกของเมล็ดยางช่วงนี้เรียกว่า เมล็ดยางในปี(เป็นเมล็ดที่สำคัญในการ ขยายพันธุ์ยาง) ประมาณเดือนกรกฎาคม-กันยายน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ เมล็ดยางเหล่านี้นำมาปลูกทำกล้ายางเพื่อติดตาในแปลง ปลูก หรือนำไปทำเป็นวัสดุปลูกขยายพันธุ์ต่อไป

พื้นที่ปลูกยางใหม่เขตแห้งแล้ง(ฤดูฝนสั้นกว่าเขตปลูกยางเดิม) ควรปลูกยางในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนมิถุนายน ด้วยต้นยางชำถุง 2 ฉัตร ปลูกซ่อมด้วยวัสดุปลูกอย่างเดียวกันให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยปรกติเขตแห้งแล้ง ฝนเริ่มมาเดือนพฤษภาคม ฝนจะทิ้งช่วงให้เมล็ดยางในปีร่วงหล่น เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม หมดฝนเข้าสู่ฤดูหนาวเดือน พฤศจิกายน

การปลูกยางชำถุง:

1. ใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต จำนวน 70 กรัม ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัมคลุกเคล้ากับดินบน ใส่รองก้นหลุมก่อนปลูกยาง 1 เดือน ในกรณีที่ไม่มีปุ๋ยหมัก ใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต จำนวน 200 กรัม ผสมคลุกเคล้ากับดินบน ใส่รองก้นหลุมครึ่งหนึ่ง ที่เหลือ กลบหลุมปลูก

2. นำต้นยางชำถุงขนาด 1-2 ฉัตร ใช้มีดคม ๆ ตัดก้นถุง ประมาณ 1 นิ้วจากก้นถุงเพื่อตัดปลายรากที่คดงอและม้วน เป็นวงอยู่บริเวณก้นถุงทิ้ง ทั้งนี้เพื่อให้รากที่งอกใหม่แทงหยั่งลึกลงในดินได้รวดเร็ว

3. นำต้นยางชำถุงที่ตัดก้นถุงเรียบร้อยแล้วลงวางในหลุมปลูก จัดต้นยางให้ตรงกับแนวต้นอื่น ๆ ในแถว เมื่อจัด วาง ต้นยางเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้มีดเล็ก ๆ กรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกันแต่ยังไม่ดึงถุงพลาสติกออก เพื่อป้องกันดินแตก

4. กลบดินผสมปุ๋ยที่เตรียมไว้แล้วลงในหลุม ประมาณครึ่งหนึ่งของถุง อย่าเพิ่งกดดินแน่น จากนั้นจึงดึงถุงพลาสติกที่ กรีดไว้แล้วออก โดยดึงขึ้นตรง ๆ อย่างระมัดระวังหลังจากดึงถุงพลาสติกออกแล้ว จึงใช้เท้าลงเหยียบกดดิน ที่ถม ข้างถุง ไว้ แล้วให้แน่น โดยระวังอย่าให้ดินชำยางแตก ต่อจากนั้นจึงเติมดินให้เต็มแล้วเหยียบให้แน่น

5. หลังจากกลบหลุมปลูกยางเรียบร้อยแล้วให้ใช้เศษวัชพืชหรือวัสดุเหลือใช้คลุมดินบริเวณโคนต้น ซึ่งการคลุมโคนนี้ จะต้องระมัดระวัง อย่าคลุมให้ชิดต้นยาง ควรเว้นเป็นรัศมีประมาณ 5 เซ็นติเมตรรอบต้นยาง

6. ใช้ไม้ปักใกล้ ๆ กับต้นยางแต่อย่าให้ถูกดินชำยาง แล้วใช้เชือกผูกคล้องต้นยาง เพื่อป้องกันลมโยก และ การ เจริญแบบเลื้อยชิดดินของต้นยาง

ข้อควรระวังในการปลูก :

1. หลังจากปลูกยางแล้วถ้ามีฝนตกหนัก ให้ออกตรวจดูหลุมปลูกยาง ถ้าหลุมปลูกยางต้นใดที่ปลูกแล้วเหยียบดินไม่แน่น จะทำให้ดินยุบเป็นแอ่ง ซึ่งจะขังน้ำ และอาจทำให้โคนต้นยางบริเวณคอดินไหม้ และต้นยางตายได้ ดังนั้นจึงต้องเกลี่ยดิน บริเวณปากหลุม ให้เรียบอยู่เสมอในช่วงที่มีฝนตกหนัก

2. ขณะโกยดินลงก้นหลุม อย่าให้ดินกระแทกต้นยางแรงๆ เพราะอาจจะทำให้ต้นยางฉีกหรือหัก ซึ่งจะทำให้ต้นยางตาย ถ้าปลูกด้วยความระมัดระวังตามสมควร ก็จะทำให้อัตราการตายของต้นยางหลังปลูกต่ำมาก

3. ทิศทางการหันแผ่นตาการปลูกยางชำถุง หรือต้นตอตา ลงแปลงสวนยาง ควรหันแผ่นตาไปทางทิศตะวันตก เพื่อ ป้องกันอาการไหม้แสงแดดที่โคนต้นยาง หลังจากส่วนลำต้นของต้นตอเดิมหลุดออกไป ถ้ามีอาการไหม้แสงแดด ให้ใช้สีน้ำมัน ทาทับป้องกันเชื้อรามอดแมลงเข้าทำลาย ทำให้ต้นยางไม่แข็งแรงลมพัดหักได้ง่าย

การปลูกซ่อมยาง :

ควรเตรียมวัสดุปลูกซ่อมให้มีขนาดใกล้เคียงกับต้นยางที่ปลูกเดิมให้มากที่สุด หรือถ้ามีขนาดเล็กกว่าก็ไม่ควรมีความ เจริญเติบโตน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของต้นยางที่มีอยู่ในแปลง ดังนั้นขณะที่เตรียมวัสดุปลูกในแปลง จึงควรเตรียมวัสดุปลูกไว้ สำหรับปลูกซ่อมในเวลาเดียวกันด้วย เช่น ถ้าปลูกยางชำถุง 1-2 ฉัตรลงในแปลง ควรนำวัสดุปลูกส่วนหนึ่งชำในถุงขนาดใหญ่ ขึ้น เพื่อเตรียมเป็นยางชำถุง 2-3 ฉัตร และ 3-5 ฉัตรไว้ปลูกซ่อมต่อไป

แนวโน้มในอนาคต :

ศักยภาพการส่งออกปริมาณการส่งออกยางพาราในช่วงปี 2546 – 2548 คาดว่าจะสูงขึ้น หากกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังคงมีนโยบายลดกำลัง การผลิตเพื่อยกระดับราคาน้ำมันให้สูงขึ้น จะทำให้ราคายางสังเคราะห์อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ความต้องการใช้ยางพารา เพื่อทดแทนยางสังเคราะห์ก็จะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้สัดส่วนการส่งออกยางแผ่นรมควันลดลงจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 42 ขณะที่ยาง แท่ง มีสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 24 เป็นร้อยละ 37 ซึ่งไทยสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตให้สอดคล้องกับตลาดได้

ศักยภาพการใช้ในประเทศ อุตสาหกรรมยางยานพาหนะ เป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ยางธรรมชาติมากที่สุดถึงร้อยละ 45 ของ ปริมาณการใช้ทั้งหมด เนื่องจาก ปัจจุบันมีการย้ายฐานการผลิตมายังไทยจนทำให้ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางยานพาหนะที่สำคัญ ประเทศหนึ่ง

อุตสาหกรรมที่ใช้ยางธรรมชาติมากรองลงมาได้แก่ ถุงมือยาง ปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก มีการใช้ยางธรรมชาติประมาณร้อยละ 13 ซึ่งทั้ง 2 อุตสาหกรรมนี้มีมูลค่า การส่งออกรวมกว่า 30,000 ล้านบาท จากมูลค่า ส่งออกผลิตภัณฑ์ ทั้งหมด 40,000 ล้านบาท อีกประมาณร้อยละ 42 เป็นการใช้ยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ อะไหล่ รถยนต์ ยางยืด สายพาน เปลือกหม้อแบตเตอรี่ ถุงยาง รองเท้า ยางรัดของ ฯลฯ

- จะเห็นได้ว่าหากรัฐมีการ สนับสนุนในอุตสาหกรรม ยาง ยานพาหนะและ ถุงมือยาง เพิ่มขึ้น จะทำให้มีการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น และสามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มในการใช้ยางเพิ่มขึ้น

- ศักยภาพการผลิต ปัจจุบันศักยภาพการผลิตยางของไทยยังคงอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตอื่นโดย

1. ไทยมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่ามาเลเซีย แต่ใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย

2. ผลผลิตยางของไทยส่วนใหญ่เป็นยางแผ่นรมควันชั้น 3 ซึ่งมีคุณภาพดีส่วนอินโดนีเซียและมาเลเซียผลิตยางแท่งคุณภาพดี

3. แม้ว่าปัจจุบันแนวโน้มความต้องการใช้ยางในรูปยางแท่งจะสูงขึ้นก็ตาม ไทยก็สามารถปรับปรุงเทคนิคการ ผลิตยางแท่งให้ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้

4. แหล่งปลูกยางที่สำคัญอยู่ทางภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการขยายตัวต่ำ สำหรับแหล่งปลูกยางใหม่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถขยายพื้นที่ปลูกได้อีกมาก

5. ไทยสามารถปรับรูปแบบการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ในประเทศและส่งออก

———————————————————————————————————————

ปัญหาและข้อจำกัดของยางพารา :

- แม้ว่าไทยจะมีศักยภาพด้านการส่งออกใช้ในประเทศและการผลิต แต่ไทยก็ยังคงมีข้อจำกัดต่าง ๆ ดังนี้

1. ด้านการผลิต

     – โครงสร้างการผลิตยางของประเทศส่วนใหญ่เป็นสวนยางขนาดเล็ก และมีแนวโน้มลดลงจากครัวเรือนละ 14.11 ไร่ เหลือ 9.97 ไร่ ทำให้มีรายได้ ไม ่เพียงพอต่อการครองชีพ ส่งผลให้เกษตรกรขาดการดูแล บำรุงรักษาสวนยาง

     – ต้นทุนการผลิตยางแผ่นดิบอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่สำคัญ เช่น อินโดนีเซีย

    – ขาดแคลนแรงงานที่มีความชำนาญในการกรีดยาง โดยเฉพาะในสวนยางขนาดใหญ่ ทำให้มีการใช้แรงงานจากภาคตะวันออก เฉียงเหนือ และแรงงานต่างด้าว ซึ่งขาดประสบการณ์ในการกรีดยาง ทำให้หน้ากรีดยางเสีย ส่งผลให้ผลผลิตต่ำและเนื้อไม้เสียหาย

2. ด้านการตลาด

     – เกษตรกรผู้ปลูกยางส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ขาดอำนาจการต่อรอง เนื่องจากต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมีอยู่หลายระดับ ทำให้ขายยางได้ในราคาต่ำ

    – เกษตรกรไม่สามารถดำเนินกิจกรรมด้านการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดข้อมูลข่าวสารด้านการตลาดและราคาที่ รวดเร็วและถูกต้อง

    – ไทยยังคงไม่เป็นผู้นำทางด้านราคา เนื่องจากตลาดกลางยางพาราของไทยยังไม่สามารถพัฒนาให้เป็นตลาดล่วงหน้าได้ ทำให้การ ซื้อขายยางทั้งในและต่างประเทศต้องอิงราคาในตลาดอื่น ๆ เช่น ตลาดสิงคโปร์และตลาดญี่ปุ่นเป็นต้น

    – ตลาดส่งออกของไทยยังแคบ เนื่องจากผลผลิตยางที่ส่งออกประมาณร้อยละ 70 ส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าหลักเพียง 4 ประเทศคือ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐฯ และสาธารณรัฐเกาหลี

    - มีการลักลอบส่งออกยางทำให้สามารถเก็บเงิน cess ได้ต่ำกว่าความเป็นจริง

3. ด้านการแปรรูปและอุตสาหกรรม

    – ปัจจุบันประเทศคู่ค้าหันมานิยมใช้ยางแท่งมากขึ้น เนื่องจากสามารถตรวจสอบคุณภาพได้แน่นอน และมีราคาถูกกว่ายางแผ่นรมควัน ของไทย ขณะที่ไทยก็สามารถผลิตยางแท่งได้แต่มีต้นทุนการผลิตสูง เพราะใช้วัตถุดิบที่เป็นยางแผ่นซึ่งมีราคาสูง ผสมกับเศษยางและขี้ยาง

   - ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่ประกอบธุรกิจมานานและเป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางและ เล็กไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เสียเปรียบผู้ประกอบการที่ร่วมลงทุนกับต่างประเทศและได้รับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งปัจจุบันมี การย้ายฐานการผลิตมายังไทยในหลาย ๆ อุตสาหกรรม

   - ขาดแคลนเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

  – ขาดแคลนเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทำให้ต้องมีการส่งผลิตภัณฑ์ไปตรวจสอบยังต่างประเทศหรือประเทศคู่ค้า ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น

  – ขาดแคลนแรงงานฝีมือและเจ้าหน้าที่เทคนิคในภาคอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง

4.ด้านอุตสาหกรรมไม้ยางพารา

  – ขาดแคลนวัตถุดิบไม้ยางพารา สำหรับผลิตเฟอร์นิเจอร์ เนื่องจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ลดเป้าหมายการ ให้การสงเคราะห์สวนยาง

 - ปัญหาเทคโนโลยีการแปรรูป มีอัตราการสูญเสียสูง

 - ปัญหาข้อขัดแย้งทางนโยบายระหว่างยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราครบวงจรและโครงการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ

  – ปัญหากฎ ระเบียบ เช่น ปัญหาเลื่อยโซ่ หรือเลื่อยยนต์

5.ด้านการบริหาร

  – ขาดองค์กรที่เป็นเอกภาพในการกำหนดนโยบายและขาดความคล่องตัวในการประสานงานทั้งองค์กรในประเทศและต่างประเทศ

  – การดำเนินงานด้านยางพารามีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน

6. ด้านวิจัยและพัฒนา

  – ขาดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตและเนื้อไม้สูง

  – การวิจัยและพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ ภาคเอกชนไม่สามารถนำไปใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์ได้

  – ขาดหน่วยงานที่จะประสานรวบรวมผลงานวิจัยที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นเอกภาพ

 ข้อควรพิจารณาในการเลือกพื้นที่ปลูกยาง:

1. สภาพพื้นที่

   – เป็นพื้นที่ที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล ไม่ควรเกิน 600 เมตร

  – เป็นพื้นที่ราบหรือมีความลาดเอียงต่ำกว่า 35 องศา ถ้าความลาดเอียงเกิน 15 องศา ต้องทำขั้นบันได และ ปลูกพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน

  – ไม่เป็นแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง

2. ลักษณะดิน

   – เป็นดินร่วนเหนียวถึงดินร่วนทราย

   – เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์

   – หน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร และไม่มีชั้นหินหรือชั้นดินดาน

   – ระดับน้ำใต้ดินลึกกว่า 1 เมตร

   – การระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศดี

   – มีค่าความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสมประมาณ 4.5-5.5

3. สภาพภูมิอากาศ

  - ปริมาณน้ำฝน ไม่ต่ำกว่า 1,250 มิลลิเมตรต่อปี และมีจำนวนวันฝนตกเฉลี่ยประมาณ 120-150 วัน

  – ความเร็วลมไม่เกิน 62 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ที่มา : กรมวิชาการเกษตร
www.doa.go.th

 

You can leave a response, or trackback from your own site.