การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

การอนุบาลลูกกุ้งก้ามกราม
วิธีการผลิตลูกกุ้งก้ามกรามในเชิงธุรกิจมีขั้นตอนปฏิบัติดังต่อไปนี้
1.นำแม่กุ้งก้ามกรามที่มีไข่สีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำมาใส่ในถังไฟเบอร์กลาสห รือบ่อซีเมนต์ในอัตราความหนาแน่นแม่กุ้งน้ำหนักรวม 10 กิโลกรัมต่อถัง หรือ บ่อเพาะขนาดความจุ 3 ลูกบาศก์เมตร (ตัน) บรรจุน้ำทะเลความเค็ม 15 พีพีทีที่ ผ่านการฆ่าเชื้อและพักไว้เพียงพอแล้ว ให้อากาศอย่างเพียงพอ และให้อาหารเม็ด สำเร็จรูปในตอนเช้า ทำความสะอาดพื้นถังหรือบ่อในตอนเย็นและถ่ายน้ำ

เนื่องจากน้ำที่ขุ่นการฟักออกเป็นตัวจะไม่ดี แม่กุ้งที่ไข่สีดำจะสลัด ไข่และฟักออกเป็นตัวอ่อนในวันต่อมา  ใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน แม่กุ้งจะสลัด ไข่ออกมาเป็นตัวอ่อนจนหมด วันแรกที่สลัดออกมาเป็นตัวอ่อนคุณภาพจะไม่ดี มัก จะไม่นำมาใช้ แต่ตั้งแต่วันที่ 2 เป็นต้นไปลูกกุ้งวัยอ่อนจะมีคุณภาพดี  ลด ความแรงของเครื่องให้อากาศลง จะทำให้ลูกกุ้งลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ แล้วใช้ สวิงรวบรวมลูกกุ้งในถัง

2.นำลูกกุ้งไปใส่ในบ่ออนุบาลในอัตราความหนาแน่น 200,000-300,000 ตัว /บ่อ บรรจุน้ำทะเลความเค็ม 15 พีพีที ปริมาณ 1 ลูกบาศก์เมตร มีเครื่องให้ อากาศอย่างพอเพียงเริ่มให้อาหารแก่ลูกกุ้งวันอ่อนในวันที่ 2 คือตัวอ่อนอา ร์ทีเมีย ควรใช้น้ำอุ่นลวกอาร์ทีเมียก่อน เพื่อให้อาร์ทีเมียไม่เคลื่อนไหว มาก ลูกกุ้งจะกินได้ง่าย ให้อาหารวันละ 3-4 มื้อเฉพาะในเวลากลางวันเท่า นั้น (หลัง 18.00 น. ลูกกุ้งจะไม่กินอาหาร) วันที่ 4 เริ่มใส่สีน้ำวิทยา ศาสตร์สีน้ำตาล เพื่อบังแสงไม่ให้น้ำใส ลูกกุ้งจะกินอาหารดีขึ้น  ตั้งแต่ วันที่ 6 เป็นต้นไป เริ่มเสริมไข่ตุ๋นเป็นอาหารร่วมกับการให้อาร์ทีเมีย

3.ค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำเรื่อยๆ ไปถึงวันที่ 10 ปริมาตรน้ำควรจะอยู่ ระหว่าง 2.0-2.5 ลูกบาศก์เมตร  ตั้งแต่วันที่ 10 เริ่มถ่ายน้ำครั้ง ละ 50-60 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 3 วัน/ครั้ง ความเค็มของน้ำในบ่ออนุบาลลูกกุ้ง ยังคงเท่ากับ 15 พีพีที

4.ลูกกุ้งใช้เวลานาน 22-25 วันจึงจะเข้าระยะคว่ำจนหมด ที่อุณหภูมิของ น้ำ 28-32 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่านี้จะใช้เวลานานกว่า 25 วัน ถ้า ลูกกุ้งเข้าสู่ระยะคว่ำไม่พร้อมกัน ช้อนเอาตัวที่ยังไม่คว่ำออกไปรวมกับลูก กุ้งจากถุงอื่น ลูกกุ้งเหล่านี้จะใช้เวลาอีก  2-3 วันจึงจะคว่ำจนหมด

5.-เริ่มลดความเค็มจาก 15 พีพีที ลงไปที่ 12 พีพีที
-วันต่อไปลดจาก 12 พีพีที ให้เหลือ 10 พีพีที
-วันที่ 3 ลดลงจาก 10 พีพีที ให้เหลือ 5 พีพีที

6.ก่อนนำลูกกุ้งไปบรรจุในถุงพลาสติกเพื่อขนส่งไปเลี้ยงในบ่อดิน ลดความเค็ม ลงมาเป็นศูนย์ (แต่ถ้ายังไม่บรรจุในถุงพลาสติก เพื่อนำไปเลี้ยงให้อนุบาลลูก กุ้งต่อในโรงเพาะฟักที่น้ำความเค็ม 5 พีพีที เพราะถ้าอนุบาลที่ความเค็มเป็น ศูนย์ อาร์ทีเมียที่ให้เป็นอาหารจะตาย)

ไข่ตุ๋นที่นำมาเสริมในการอนุบาลจะทำให้ลูกกุ้งลอกคราบได้ดี ตอนเช้าก่อนให้อาหารควรจะใช้สวิงตักคราบออกก่อน

แม่กุ้ง 10 กิโลกรัมที่นำมาเพื่อผลิตลูกกุ้งในแต่ละครั้ง จะผลิตลูกกุ้งได้ประมาณ 2-3 ล้านตัวแม่กุ้งที่ใช้แล้วจะนำออกจากถังไปเลี้ยงในบ่อพ่อแม่พันธุ์ในบ่อดิน ตามเดิม อีกประมาณ 15 วันสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก แม่กุ้งแต่ละชุดในบ่อพ่อแม่พันธุ์จะใช้ผลิตลูกกุ้งนานประมาณ 4 เดือน หลังจากนั้นต้องเปลี่ยนพ่อแม่กุ้งชุดใหม่

ควรปรับพีเอชของน้ำในถังอนุบาลลูกกุ้งให้อยู่ระหว่าง 7.8-8.2 จะทำให้อัตรารอดดีขึ้น วิธีการปรับพีเอชควรใช้น้ำปูนส่วนที่ใส ค่อยๆ ปรับพีเอชตั้งแต่เริ่มเพิ่มระดับน้ำในปริมาณ 50 มิลลิลิตร/น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร (50 ซีซี/น้ำ 1 ตัน) แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึง 150 ซีซี/น้ำ 1 ตัน เมื่อลูกกุ้งอายุมากขึ้น (การเตรียมน้ำปูนใสโดยใช้ปูนขาวละลายน้ำจนปูนขาวบางส่วนไม่ละลาย รอจนปูนขาวตกตะกอนจนหมด น้ำจะใส นำน้ำส่วนที่ใสไปใช้ปรับพีเอช)


การเตรียมน้ำและบ่อเพื่อทำการอนุบาลลูกกุ้งก้ามกราม
แม้ว่ากุ้งก้าม กรามจะเป็นกุ้งที่เลี้ยงในพื้นที่น้ำจืด แต่การผลิตลูกกุ้งในโรงเพาะฟักน้ำ ที่ใช้อนุบาลลูกกุ้งต้องมีความเค็มในระดับที่เหมาะสม ดังนั้นต้องใช้น้ำทะเล มาเจือจางด้วยน้ำจืดให้ได้ความเค็มที่ต้องการ ส่วนมากเพื่อความสะดวกและ ประหยัดจะใช้น้ำความเค็มสูงระหว่าง 80-120 พีพีทีจากนาเกลือมาผสมกับน้ำ จืด ไม่ควรใช้น้ำเค็มที่ความเค็มต่ำกว่านี้ เพราะมีเชื้อแบคทีเรียและเชื้อ โรคอื่นๆ มาก  ส่วนน้ำนาเกลือที่มีความเค็มสูงมาก แร่ธาตุบางชนิดอาจจะตก ตะกอนไปบ้าง ทำให้ส่วนประกอบของแร่ธาตุที่สำคัญอาจจะไม่สมดุลและไม่ครบ ถ้วน เมื่อผสมน้ำจากนาเกลือกับน้ำจืดจนได้ความเค็ม 15 พีพีที ใช้คลอรีน ผง (แคลเซียมไฮโปคลอไรท์ ความเข้มข้น 60 เปอร์เซ็นต์) เติมลงไปใน ปริมาณ 30-50 กรัมต่อปริมาตรน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร เปิดเครื่องให้อากาศผสม คลอรีนผงให้เข้ากันทั่วบ่อ ปิดเครื่องให้อากาศเพื่อให้ตะกอนตกอยู่ที่พื้น บ่อ

หลังจากตะกอนตกลงมาบริเวณพื้นบ่อหมดแล้วน้ำจะใส สูบน้ำเฉพาะส่วนที่ใสจากระดับบนโดยผ่านเครื่องกรองน้ำออกไปเก็บไว้ในบ่อพัก น้ำสำหรับไว้ใช้ในการอนุบาลลูกกุ้ง ต้องระมัดระวังในขณะที่สูบน้ำ อย่าให้ตะกอนจากพื้นบ่อฟุ้งขึ้นมาหรือเข้าไปในบ่อเก็บน้ำ เพราะในตะกอนเหล่านี้อาจจะมีแบคทีเรียที่ยังไม่ตาย และจะสร้างปัญหาในช่วงการอนุบาลลูกกุ้งได้ น้ำที่สูบเข้ามาเก็บไว้ในบ่อพักทิ้งไว้ประมาณ 5 วัน ก่อนนำมาใช้


การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพ่อแม่พันธุ์
ในปัจจุบันนี้มี การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามที่มีขนาดโตกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมที่เลี้ยง กันมาเป็นเวลาช้านาโดยเฉพาะขนาดของส่วนหัวจะเล็กลง และมีสัดส่วนของลำตัว เพิ่มขึ้น และมีการเจริญเติบโตดีกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม อาจจะมาจากการนำสาย พันธุ์กุ้งก้ามกรามจากต่างประเทศ เช่น ประเทศพม่า หรือ อินเดีย  เข้ามาและ คัดเลือกตัวที่มีลักษณะที่ดีไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ แต่ยังไม่มีการวิจัยเพื่อ พัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามกันอย่างจริงจัง  ในอนาคตจำเป็นต้องมีการวิจัย และพัฒนาสายพันธุ์ที่โตเร็ว และมีความเหมาะสมกับการเพาะเลี้ยงในประเทศ ไทย  เพื่อทำให้ผลผลิตสูงขึ้นและสามารถลดต้นทุนในการผลิตได้

ลักษณะการคัดกุ้งก้ามกรามเพื่อทำพันธุ์
พ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามกรามที่ใช้ผลิตลูกกุ้งในขณะนี้มาจากการคัดกุ้งก้ามกราม เพศผู้และเพศเมียอายุประมาณ 6-7 เดือนที่เลี้ยงแยกเพศกัน คือบ่อที่เลี้ยงเฉพาะเพศผู้และบ่อที่เลี้ยงเฉพาะกุ้งเพศเมีย โดยกุ้งก้ามกรามเพศเมียจะมีขนาดประมาณ 22 ตัว/กิโลกรัมถึงประมาณ 15 ตัว/กิโลกรัม ส่วนเพศผู้จะมีขนาดประมาณ 12-15 ตัว/กิโลกรัม คัดเลือกเฉพาะกุ้งตัวที่สมบูรณ์แข็งแรง เพศผู้ก้ามไม่โตมาก ส่วนเพศเมียเลือกตัวที่มีขนาดโตและสมบูรณ์แข็งแรงเช่นเดียวกัน

นำกุ้งก้ามกรามที่ผ่านการคัดเลือกไว้แล้วทั้งเพศผู้และเพศเมียไปเลี้ยงรวม กันในบ่อดินเพื่อให้ผสมพันธุ์ประมาณไร่ละ 3,000-5,000 ตัว โดยมีอัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมีย 1 ต่อ 3 บ่อขนาด 3-4 ไร่จะมีเครื่องให้อากาศ 1 เครื่อง ใช้เวลาเลี้ยงนานประมาณ 1 เดือน กุ้งก้ามกรามเพศเมียก็พร้อมที่จะนำเข้าไปในโรงเพาะฟักสำหรับผลิตลูกกุ้ง โดยเลือกเฉพาะกุ้งก้ามกรามเพศเมียมีไข่ที่สมบูรณ์แข็งแรง มีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำเท่านั้น


โรคกุ้งก้ามกราม
โรคกุ้งก้ามกรามพบทั้งในระหว่างการอนุบาลลูกกุ้งในโรงเพาะฟัก และในระหว่างการเลี้ยงเพื่อเป็นกุ้งใหญ่ในบ่อดิน
โรคกุ้งก้ามกรามในระหว่างการอนุบาลลูกกุ้ง
โปรโตซัว
ในบ่อที่มีอาหารเหลือมาก และมีสิ่งหมักหมมมากที่พื้นบ่ออนุบาล มักจะมีโปรโต ซัวเกาะตามระยางค์ของลูกกุ้ง  ที่พบมากได้แก่ ซูโอแทม เนียม (Zoothamnium) และอีพิสไตลิส (Epistylis)

การป้องกัน
ควบคุมปริมาณอาหารและทำความสะอาดพื้นและขอบบ่อก่อนดูดเปลี่ยนถ่ายน้ำ จะช่วยลดโอกาสการมีโปรโตซัวเกาะตามลำตัวและระยางค์ของลูกกุ้ง

โรคเรืองแสง
ในการอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามในระยะแรกที่น้ำยังมีความเค็มประมาณ 15 พีพี ที มีโอกาสที่จะเกิดโรคแบคทีเรียเรืองแสงได้ ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดเดียวกัน กับที่พบในโรงเพาะฟักในการอนุบาลลูกกุ้งกุลาดำ  และในบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ คือ วิบริโอ ฮาวีอาย (Vibrio harveyi)

การป้องกัน
การใช้คลอรีนฆ่าเชื้อในน้ำต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะในขั้นตอนที่ดูด น้ำส่วนที่ใสเข้าไปเก็บไว้ในบ่อพักน้ำ ถ้าดูดตะกอนที่ตกลงมาที่พื้นบ่อเข้า ไปมาก มีโอกาสที่จะเกิดแบคทีเรียเรืองแสงในระหว่างการอนุบาลช่วง แรกๆ ได้ แต่เมื่อความเค็มลดลงมาในช่วงหลังจากที่ลูกกุ้งคว่ำแล้ว โอกาสเกิด โรคเรืองแสงมีน้อยมาก

โรคกุ้งหลังขาว
ทำความเสียหายให้แก่การอนุบาลลูกกุ้งมาก เพราะเมื่อสังเกตเห็นลูกกุ้งเกิดอาการหลังขาวมักจะทยอยตายจนหมดบ่อ อาการของลูกกุ้งที่เป็นหลังขาว คือลำตัวมีสีขาวขุ่น สีเหมือนเมล็ดข้าวเหนียว ในขณะที่ลูกกุ้งที่ไม่ป่วย กล้ามเนื้อจะใสเหมือนเมล็ดข้าวเจ้า พบมากในบ่อที่มีการอนุบาลลูกกุ้งอย่างหนาแน่นมาก ปริมาณอาหารที่ให้ลูกกุ้งจะมากตามไปด้วย ในที่สุดระดับแอมโมเนียจะสูงมาก ลูกกุ้งจะเริ่มมีอาการหลังขาว
การป้องกัน
ที่ดีที่สุดคือไม่อนุบาลลูกกุ้งหนาแน่นมากเกินไป และต้องมีน้ำที่สะอาดเปลี่ยนถ่ายให้เพียงพอในระหว่างการอนุบาลลูกกุ้งก่อน ที่ลูกกุ้งแสดงอาการหลังขาว

ปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
เหงือกดำ
เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุด มีความสัมพันธ์กับความเน่าเสียของพื้นบ่อ เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามส่วนใหญ่ยังมีการใช้เครื่องให้อากาศน้อย แม้ในฟาร์มที่มีการใช้เครื่องให้อากาศก็มีเพียง 1 เครื่องต่อบ่อ ถ้าการเตรียมบ่อไม่ดีโดยเฉพาะเป็นบ่อเก่าที่เลี้ยงมาเป็นเวลานานและไม่มีการ นำเลนพื้นบ่อออกไปหลังจาจับกุ้งแต่ละรอบโอกาสที่การเลี้ยงในช่วงท้ายๆ จะพบกุ้งมีปัญหาเหงือกดำได้ แต่การเตรียมบ่อที่ดีและเลี้ยงโดยวิธีย้ายบ่อเป็นช่วงๆ จะสามารถลดปัญหาเหงือกดำได้มาก

กุ้งตายหลังจากการย้ายบ่อ
ในการใช้อวนทับตลิ่งเพื่อรวบรวมกุ้งก้ามกรามหลังจากการเลี้ยงกุ้งนานประมาณ 2 เดือน และมีอายุ 4 เดือน บางครั้งกุ้งที่ย้ายไปลงบ่อใหม่จะป่วยหลังจากการย้ายได้ไม่นาน ดังนั้นการย้ายกุ้งแต่ละครั้งต้องใช้ความระมัดระวังให้มาก เพราะการย้ายกุ้งจะทำให้กุ้งเครียดจากการฟุ้งกระจายของตะกอนพื้นบ่อ โดยเฉพาะถ้าเป็นบ่อที่มีของเสียบริเวณพื้นบ่อมาก และการที่กุ้งต้องอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นในถุงอวน

การป้องกัน
ก่อนการย้ายกุ้งต้องตรวจเช็คให้ดีว่ากุ้งอยู่ในสภาพที่แข็งแรง และสภาวะอากาศในวันที่จะย้ายเหมาะสมหรือไม่ คือช่วงที่อากาศไม่ร้อนมาก ควรเตรียมบ่อที่จะย้ายกุ้งไปเลี้ยงให้พร้อม โดยเปิดเครื่องให้อากาศก่อนหลายชั่วโมง เพื่อให้น้ำทั้งบ่อผสมเข้ากัน บริเวณที่นำกุ้งมาปล่อยควรหว่านเกลือให้มีความเค็มเล็กน้อย จะทำให้กุ้งฟื้นตัวเร็วและแข็งแรง ในขณะที่ย้ายถ้ามีเครื่องให้อากาศและเติมเกลือเล็กหรืออาจจะใช้การเติมแร่ ธาตุที่มีธาตุหลักที่สำคัญ และธาตุรองครบถ้วนลงไปในน้ำที่ใช้ในการขนย้ายกุ้ง จะทำให้ลดความเครียดได้มาก กุ้งจะมีอัตรารอดสูงหลังจากการย้ายบ่อ


กุ้งมีซูโอแทมเนียมบนเปลือก
พบในบ่อที่กุ้งไม่แข็งแรง อาจมาจากพีเอชของน้ำตอนบ่ายสูงมากเกิน 8.5 ซึ่งน้ำมักจะมีสีเข้มจัด ถ้าค่าความเป็นด่างหรืออัลคาไลน์สูงมากด้วย เช่น มากกว่า 150 พีพีเอ็ม กุ้งจะไม่ลอกคราบ จะพบว่ามีซูโอแทมเนียมเกาะบนเปลือกมาก แต่หลังจากที่กุ้งลอกคราบแล้วซูโอแทมเนียมก็จะหลุดออกไปกับเปลือกเก่า นอกจากนั้นในบ่อที่พื้นไม่สะอาดมีอาหารเหลือมาก แม้ว่าระดับพีเอชและค่าอัลคาไลน์เป็นปกติ กุ้งในบ่อบางตัวจะมีซูโอแทมเนียมบนเปลือก สังเกตเห็นเป็นขุยบนเปลือก

การป้องกัน
ถ้าสีน้ำเข้มจัดมีพีเอชสูง ถ่ายน้ำให้ปริมาณแพลงก์ตอนลดลง สีน้ำจะจางลง ลดอาหารและ เติมจุลินทรีย์ลงไปในบ่อ เปิดเครื่องให้อากาศมากขึ้น เมื่อพื้นบ่อสะอาดขึ้น ปัญหาซูโอแทมเนียมจะหายไปเอง


การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบพัฒนา
จาก การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์ที่มีขนาด เล็กไม่ได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์มาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี  และการเลี้ยง แบบดั้งเดิมของเกษตรกร ทำให้ผลผลิตคุณภาพไม่ได้มาตรฐานสากลสำหรับการส่ง ออก  ดังนั้นในการแก้ปัญหาจำเป็นต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงส่วนที่เกี่ยว ข้องในกระบวนการผลิตทั้งหมด  ตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์  การผลิตลูกกุ้งในโรงเพาะ ฟัก  ระบบการเลี้ยงในบ่อดิน  ซึ่งจะรวมทั้งอาหารและการจัดการต่างๆ ใน ระหว่างการเลี้ยงทั้งหมด เพื่อให้ได้กุ้งก้ามกรามที่มีคุณภาพในระดับมาตรฐาน สามารถส่งออกได้ สำหรับรายละเอียดในการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบพัฒนา ผู้ เขียนได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ จาก คุณนิธิศ ภัทรกุลชัย นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้ง ในพื้นที่น้ำจืดซึ่งเป็นผู้ผลิตลูกกุ้งก้ามกรามและเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบ พัฒนา นอกจากนั้นยังได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงจาก คุณประกอบ ทรัพย์ ยอดแก้ว ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีประสบการณ์ใน การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาเป็นเวลานาน

ขั้นตอนการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบพัฒนา

1. มีบ่อพักน้ำ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การสูบน้ำโดยตรงจากแม่น้ำลำคลอง หรือคลองชลประทานเข้าไปในบ่อเลี้ยง ถ้าคุณภาพน้ำไม่ดีหรือในกรณีที่มีโรคระบาดเกิดขึ้นในบริเวณนั้น โอกาสที่กุ้งในบ่อจะป่วยหรือติดเชื้อโรคเป็นไปได้สูง บ่อพักน้ำนอกจากมีประโยชน์สำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้ตามต้องการ ยังทำหน้าที่ปรับคุณภาพน้ำที่สูบเข้าไปจากแม่น้ำลำคลองให้ดีขึ้น ได้แก่ ตกตะกอนลดความเป็นพิษของสารเคมีต่างๆ เช่น ยาปราบศัตรูพืชที่ถูกชะล้างลงไปในแหล่งน้ำ บ่อพักน้ำยังใช้เก็บกักน้ำขณะถ่ายน้ำระหว่างการเลี้ยงและขณะที่มีการจับกุ้ง น้ำที่ออกมาจากบ่อเลี้ยงกุ้งจะมีตะกอนและปริมาณสารอินทรีย์มากถ้าปล่อยลงสู่ แหล่งน้ำสาธารณะโดยตรง จะสร้างปัญหาแก่ชุมชนที่ต้องใช้น้ำร่วมกัน ในกรณีที่ชุมชนเหล่านั้นต้องใช้น้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคอาจทำให้เกิด ปัญหากับผู้ประกอบอาชีพอื่นข้างเคียงได้ การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบพัฒนาควรจะมีบ่อพักน้ำ 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด และปรับระบบการเลี้ยงโดยใช้ระบบน้ำหมุนเวียน ในบ่อพักน้ำจะมีการเลี้ยงปลาน้ำจืดที่กินพืชอาจจะมีหลายชนิด เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาตะเพียน ปลาเหล่านี้จะทำหน้าที่บำบัดสารอินทรีย์ที่หลงเหลือจากบ่อเลี้ยงกุ้ง จะทำให้น้ำในบ่อพักน้ำดีขึ้น และเมื่อคุณภาพน้ำดีขึ้นน้ำเหล่านี้ก็พร้อมที่จะนำมาใช้ได้อีกอย่างต่อ เนื่อง ซึ่งนอกจากเป็นการใช้น้ำประหยัดและมีประสิทธิภาพแล้ว บ่อพักน้ำยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แม่น้ำลำคลองให้อยู่ในสภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด การมีบ่อพักน้ำเพื่อรองรับน้ำที่ระบายออกจากบ่อกุ้งในขณะที่เลี้ยงหรือจับ กุ้ง จะทำให้ฟาร์มมีมาตรฐานการผลิตเพื่อการส่งออกซึ่งสามารถผ่านการรับรองจากกรม ประมง เพราะในอนาคตการส่งออกผลิตภัณฑ์เกษตรใดๆ ก็ตาม เงื่อนไขของการรักษาสิ่งแวดล้อมจะถูกตั้งขึ้นมาโดยประเทศผู้ซื้อกุ้ง ผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตามที่กระบวนการผลิตมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะถูกกีดกันทางการค้าซึ่งจะ เป็นข้ออ้างของประเทศผู้ซื้อ

2. มีเครื่องให้อากาศ
การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่มีอัตราการปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่นและมีการให้ อาหารวันละ 2-3 มื้อ ย่อมมีของเสียที่เกิดจากอาหารที่หลงเหลือและจากการขับถ่ายของกุ้งมากขึ้นตาม ระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น การย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆ โดยแบคทีเรียส่วนมากต้องการใช้ออกซิเจน ในขณะที่กุ้งก้ามกรามก็ต้องการออกซิเจนในระดับที่เหมาะสมเพื่อการเจริญเติบ โต และสุขภาพที่แข็งแรงตามปกติการมีเครื่องให้อากาศบ่อละเครื่องจะเป็นการ ป้องกันการขาดออกซิเจนในระหว่างการเลี้ยง โดยเฉพาะตั้งแต่ประมาณเที่ยงคืนจนถึงตอนเช้าในช่วงท้ายๆของการเลี้ยง เนื่องจากปริมาณแพลงก์ตอนพืชอย่างหนาแน่น หรือในช่วงเวลาที่อากาศมืดครึ้มติดต่อกันหลายวัน ถ้าไม่มีเครื่องให้อากาศอาจจะมีปัญหาการขาดออกซิเจนได้ เครื่องให้อากาศโดยเฉพาะที่ใช้เครื่องยนต์มีแขนยาวใบพัดตีน้ำเป็นจำนวนมาก ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเรียกว่า “เครื่องตีน้ำ” จะทำให้คุณภาพน้ำและสภาพต่างๆ ในบ่อดีขึ้น กุ้งจะมีการเจริญเติบโตรวดเร็วกว่าบ่อที่ไม่มีอากาศซึ่งมีระดับออกซิเจนที่ ต่ำกว่า โอกาสการเน่าเสียของบ่อที่มีเครื่องให้อากาศจะน้อยกว่าและช้ากว่าการเลี้ยง แบบดั้งเดิมที่ไม่มีเครื่องให้อากาศ

3. ใช้อาหารสำเร็จรูป
เนื่องจากการซื้อวัตถุดิบมาผสมเพื่อผลิตอาหารที่เกษตรกรทั่วไปปฏิบัติกัน อยู่ อาจจะประหยัดต้นทุนได้ระดับหนึ่งแต่คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและมีผลต่อคุณภาพน้ำ รวมถึงสภาพพื้นบ่อด้วย การใช้อาหารสำเร็จรูปที่มีการจำหน่ายในท้องตลาดผลิตโดยบริษัทผู้ผลิตอาหาร ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ยาวนาน มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และมีการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ความคงที่แน่นอนและสม่ำเสมอของคุณภาพอาหารที่ผลิตย่อมจะดีกว่าเกษตรกรซื้อ วัตถุดิบต่างๆ มาผสมและทำอาหารเอง อาหารสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมีการแข่งขันระหว่างบริษัทต่างๆจำนวน มาก ในกรณีที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพของอาหาร ผู้ใช้คือเกษตรกรสามารถร้องเรียนบริษัทผู้ผลิตได้ตลอดเวลา ดังนั้นผู้ผลิตที่มีอยู่จำนวนมากต้องพยายามหาวิธีที่จะผลิตอาหารกุ้งก้าม กรามให้มีคุณภาพดีขึ้น และการบริการด้านวิชาการหรือการส่งเสริมการขาย เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตกุ้งได้ตามเป้าหมาย

4. ปล่อยลูกกุ้งน้อยลงและเลี้ยงแบบย้ายบ่อ
การปล่อยลูกกุ้งในปริมาณที่เหมาะสมคือ 50,000-60,000 ตัว/ไร่ ในบ่อที่มีเครื่องให้อากาศ 1 เครื่องอนุบาลลูกกุ้งระยะหนึ่งประมาณ 60-70 วันแล้วย้ายกุ้งไปเลี้ยงในบ่อใหม่ในอัตราความหนาแน่น 10,000 ตัว/ไร่ แล้วเลี้ยงไปอีกนานประมาณ 2-2.5 เดือนใช้อวนลากคัดเอาตัวเมียที่สมบูรณ์ไปเลี้ยงไว้เป็นแม่พันธุ์ในบ่อดิน ส่วนตัวเมียที่มีขนาดเล็กและตัวผู้ที่ไม่สมบูรณ์เอาไปขาย ส่วนกุ้งตัวผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงย้ายไปเลี้ยงในบ่อใหม่ ในอัตราความหนาแน่น 6,000-8,000 ตัว/ไร่ เลี้ยงต่ออีก 2 เดือนก็จะได้กุ้งขนาดใหญ่ประมาณ 12-15 ตัว/กิโลกรัม กุ้งตัวผู้ที่มีลักษณะดีบางส่วนคือก้ามไม่โตมากจะคัดเลือกไปเป็นพ่อพันธุ์ การเลี้ยงแบบย้ายบ่อจะทำให้เลี้ยงกุ้งได้ขนาดใหญ่ เพราะแต่ละบ่อจะรองรับการเลี้ยงนานประมาณ 2 เดือนเท่านั้น ประกอบกับการมีเครื่องให้อากาศด้วย โอกาสที่จะป่วยเป็นโรคก็น้อยลง คุณภาพกุ้งจะได้มาตรฐานสำหรับการบริโภคภายในประเทศและเพื่อการส่งออก

ในกรณีที่ต้องการผลิตกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ 4-5 ตัว/กิโลกรัม จะมีการนำกุ้งเพศผู้ขนาด 10 ตัว/กิโลกรัม หรือกุ้งที่มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 100 กรัมไปเลี้ยงต่ออีกประมาณ…..วัน ในลักษณะเป็นห้องๆซึ่งแต่ละห้องจะมีกุ้งเพียง 1 ตัว สามารถผลิตกุ้งก้ามกรามใหญ่ขนาด 4-5 ตัว/กิโลกรัม การเลี้ยงวิธีนี้น่าจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

การเตรียมบ่อและเตรียมน้ำ
หลังจากจับกุ้งจากการเลี้ยงรอบที่ผ่านมา ตากบ่อให้แห้ง ปรับสภาพบ่อโดยเอาเลนกลางบ่อออก ปรับระดับบ่อให้เหมาะสม ความลึกของบ่อสำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกรามประมาณ 1.20 เมตร สูบน้ำที่พักมาแล้วจากบ่อพักน้ำผ่านผ้ากรอง เพื่อป้องกันสัตว์น้ำชนิดอื่นเข้าไปในบ่อ ให้ระดับน้ำในบ่อประมาณ 1.0 เมตร หว่านปูนโดโลไมท์ในอัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ในเวลากลางวัน สำหรับดินที่มีพีเอชปกติ แต่ถ้าดินที่มีพีเอชเป็นกรดต้องเติมวัสดุปูนเพิ่มขึ้น หลังจากหว่านโดโลไมท์แล้วเปิดเครื่องให้อากาศตลอดทั้งคืน เพื่อให้น้ำในบ่อผสมกันดีทั่วบ่อ

การสร้างอาหารธรรมชาติ
อาหารธรรมชาติมีความจำเป็นสำหรับอัตรารอดและการเจริญเติบโตของลูกกุ้งก้าม กราม ดังนั้นการเตรียมน้ำให้พร้อมก่อนปล่อยลูกกุ้ง ปัจจุบันนี้ควรใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ แม้ว่าปุ๋ยคอก เช่น ปุ๋ยมูลไก่จะช่วยให้เกิดอาหารธรรมชาติได้ดีก็ตาม แต่การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเพื่อการส่งออก ถ้ายังมีการใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยมูลไก่ในการเตรียมน้ำอาจจะมีความเสี่ยงไม่ เฉพาะในเรื่องยาตกค้างที่อาจจะติดมากับมูลไก่ เช่น ยาในกลุ่มไนโตรฟูแรนส์ซึ่งยังมีปัญหาในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ในบ้านเรา นอกจากนั้นการใช้มูลสัตว์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอาจจะเป็นข้อรังเกียจหรือ ข้ออ้างของผู้ซื้อโดยเฉพาะจากประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆ ควรใช้ปุ๋ยสูตร 15-20-0 ไร่ละ 2 กิโลกรัม และใช้อาหารเบอร์ 1 ไร่ละ 2 กิโลกรัม รำละเอียดไร่ละ 2 กิโลกรัม ผสมน้ำ 10 ส่วน หมักทิ้งไว้ 1 คืน นำไปสาดให้ทั่วบ่อและเปิดเครื่องให้อากาศเพื่อผสมให้เข้ากันทั่วบ่อ รอจนสีน้ำสวยและมีสัตว์หน้าดินซึ่งจะเป็นอาหารธรรมชาติสำหรับลูกกุ้งอาจจะ ใช้เวลานาน 2-3 วัน

การปล่อยลูกกุ้ง
ลูกกุ้งระยะที่คว่ำแล้วนำมาปล่อยลงในบ่อเลี้ยง ควรปล่อยลูกกุ้งในขณะที่มีแสงแดดแต่อากาศไม่ร้อนจัด เนื่องจากปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำจะสูงกว่าการปล่อยตอนที่ไม่มีแสงแดด ควรเปิดเครื่องให้อากาศก่อนนำลูกกุ้งมาปล่อยเพื่อเพิ่มออกซิเจน และทำให้อุณหภูมิของน้ำในบ่อเท่ากันทุกระดับความลึก บริเวณที่จะนำลูกกุ้งมาปล่อยควรมีการเติมเกลือแกงลงไปเพื่อเพิ่มอัตรารอดของ ลูกกุ้ง

ปริมาณการใช้เกลือในการปล่อยลูกกุ้ง
ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกกุ้งที่จะปล่อย สำหรับลูกกุ้งจำนวน 200,000-300,000 ตัวใช้เกลือ 400 กิโลกรัม โดยใส่เกลือในกระสอบๆ ละ 40 กิโลกรัม ดังนั้นลูกกุ้ง 200,000-300,000 ตัวจะใช้เกลือ 10 กระสอบ นำกระสอบที่บรรจุเกลือมาวางตามขอบบ่อบริเวณที่จะนำลูกกุ้งมาปล่อยเว้นระยะ ห่างกัน 2 เมตร ในบริเวณที่ปล่อยลูกกุ้งถ้ามีการเสริมการให้ออกซิเจนโดยใช้ซุปเปอร์ชาร์ จด้วยก็จะยิ่งดี เพราะลูกกุ้งที่ผ่านการขนส่งมายังฟาร์มมีการอ่อนเพลีย ถ้าในบ่อมีปริมาณออกซิเจนสูงและมีความเค็มเล็กน้อยจากการใส่เกลือจะช่วยให้ ลูกกุ้งฟื้นตัวเร็วและมีอัตรารอดที่สูง เมื่อเปรียบเทียบกับบ่อที่ไม่มีการใช้เกลืออัตรารอดจะต่ำกว่ามาก

ข้อสังเกตจะเห็นได้ว่าลูกกุ้งจะอยู่บริเวณที่มีปริมาณออกซิเจนสูง คือบริเวณที่มีการให้อากาศและบริเวณที่มีการวางกระสอบใส่เกลือ หลังจากเกลือละลายหมดแล้วลูกกุ้งจะค่อยๆ กระจายตัวไปทั่วบ่อ

การให้อาหาร
ในระยะ 30 วันแรกควรให้อาหารวันละ 4 มื้อ เช่น 6.00 น., 12.00 น., 16.00 น. และ 20.00 น. ปริมาณอาหารสำหรับลูกกุ้ง 100,000 ตัว ให้อาหาร 1 กิโลกรัม/วัน หลังจากนั้นค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยไปเรื่อยๆ ที่อายุ 30 วัน ลูกกุ้ง 100,000 ตัว ให้อาหารประมาณ 4 กิโลกรัม/วัน ปริมาณอาหารอาจมากหรือน้อยกว่าระดับนี้ก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารธรรมชาติ ในบ่อและอัตรารอดของลูกกุ้ง

หลังจาก 30 วัน ควรให้อาหารวันละ 3 มื้อ เวลา 6.00 น., 12.00 น. และ 16.00 น. ลักษณะการให้อาหารจะแตกต่างกับการเลี้ยงกุ้งทะเล เช่น กุ้งกุลาดำที่ตามปกติอยู่ในช่วงเดือนแรกจะให้อาหาร 3-4 ครั้ง/วัน แต่เมื่อกุ้งมีอายุเพิ่มขึ้นจะให้อาหารเพิ่มเป็น 4-5 ครั้ง/วัน สำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามส่วนใหญ่เกษตรกรยังคงให้อาหารวันละ 2 ครั้ง คือ 6.00 น. และ 18.00 น. ตั้งแต่เริ่มปล่อยลูกกุ้งจนกระทั่งจับ แต่ในการเลี้ยงแบบพัฒนาที่กล่าวมานี้จะให้อาหารระยะแรกถี่กว่าช่วงที่กุ้งโต เพราะให้ความสำคัญกับอัตรารอดของลูกกุ้งระยะแรก ส่วนในระยะที่กุ้งโตขึ้นการให้อาหารวันละ 3 ครั้งอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องให้จำนวนมากเท่ากับกุ้งกุลาดำ เนื่องจากกุ้งก้ามกรามกินอาหารช้ากว่ากุ้งกุลาดำและกุ้งขาวมาก

ข้อควรระวังในการให้อาหาร
ถ้าอุณหภูมิของน้ำต่ำโดยเฉพาะในตอนเช้า เมื่ออุณหภูมิน้ำต่ำกว่า 28 องศาเซลเซียส ควรลดปริมาณอาหารและอาจจะเลื่อนเวลาการให้อาหารออกไปอีก เช่น เลื่อนเวลาออกไปเป็น 7.00 น. หรือมากกว่านั้น นอกจากอุณหภูมิของน้ำที่มีผลต่อการกินอาหารของกุ้งแล้ว ถ้าปริมาณออกซิเจนต่ำ กุ้งจะกินอาหารลดลงเช่นเดียวกัน ในกรณีที่สีน้ำในบ่อเข้มจัด ปริมาณออกซิเจนจะลดต่ำลงมากในตอนเช้า อาจจะต้องเลื่อนเวลาการให้อาหารออกไปจนกว่าจะเริ่มมีแสงแดดมากพอ เพื่อให้แพลงก์ตอนพืชสังเคราะห์แสงเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ จะทำให้กุ้งกินอาหารดีกว่า

สำหรับกุ้งที่มีขนาดใหญ่จะกินอาหารลดลงเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับน้ำหนัก ตัว เช่นกุ้งขนาดน้ำหนัก 50 กรัม กินอาหาร 1.8 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ส่วนกุ้งหนัก 100 กรัมกินอาหารเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวในระหว่างการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามควรจะมีเครื่องมือ หรืออุปกรณ์สำหรับวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำที่สำคัญๆ เพราะจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และเป็นแนวทางในการจัดการด้านอื่นๆด้วย คุณสมบัติของน้ำที่ควรจะให้ความสำคัญ ได้แก่

ออกซิเจน
ตามปกติปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำมีความสำคัญมากในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ระดับที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของสัตว์น้ำทั่วไปรวมทั้งกุ้งก้ามกรามไม่ ต่ำกว่า 4 พีพีเอ็ม (มิลลิกรัม/ลิตร) แต่โดยทั่วไปเกษตรกรจะไม่มีเครื่องวัดปริมาณออกซิเจน จะใช้การสังเกตเท่านั้น เช่น กุ้งลอยตอนกลางคืนแสดงว่าปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอ หรือกุ้งขึ้นมาตามขอบบ่อมาก แสดงว่าปริมาณออกซิเจนต่ำ เป็นต้น การสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะให้การเลี้ยงได้ผลตามที่ต้องการแล้ว สำหรับฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่ควรจะมีอุปกรณ์สำหรับวัดปริมาณออกซิเจนเพื่อ ป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้

เมื่อใดที่ปริมาณออกซิเจนในตอนเช้าก่อนมีแสงแดดคือประมาณไม่เกิน 6.30 น. ต่ำกว่า 4 พีพีเอ็ม ควรลดปริมาณอาหารที่ให้มื้อนั้น ถ้าสีน้ำเข้มจัดควรจะถ่ายน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อลดปริมาณแพลงก์ตอน จะทำให้ปริมาณออกซิเจนในตอนเช้าของวันต่อมาสูงขึ้น ในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม ไม่มีแสงแดด ควรเปิดเครื่องให้อากาศตลอดเวลา และรอบความเร็วของเครื่องยนต์ไม่ควรต่ำกว่า 80 รอบ/นาที เพราะการเปิดเครื่องให้อากาศหรือเครื่องตีน้ำรอบช้าเกินไป แม้จะมีจำนวนใบพัดตีน้ำจำนวนมาก ไม่ทำให้ปริมาณออกซิเจนเพิ่มขึ้นมาก แต่ในทางตรงกันข้ามจำนวนใบพัดตีน้ำมีไม่มาก แต่รอบความเร็วมากพอทำให้ได้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำมากกว่า

พีเอช
ระดับที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตมีค่าระหว่าง 7.5-8.5 พีเอชตอนเช้าไม่ควรต่ำกว่า 7.5 และตอนบ่ายไม่ควรเกิน 8.5 ถ้าพีเอชตอนเช้าต่ำกว่า 7.5 กุ้งจะมีอัตรารอดต่ำและโตช้า ควรเติมวัสดุปูนเพิ่มพีเอช แต่ถ้าพีเอชตอนบ่ายสูงเกิน 8.5 กุ้งจะโตช้า เนื่องจากไม่ลอกคราบ เปลือกจะสาก และมักพบมีซูโอแทมเนียมตามผิวตัว พีเอชของน้ำตอนบ่ายที่สูงมักมีความสัมพันธ์กับสีน้ำที่เข้มจากปริมาณ แพลงก์ตอนที่มีอย่างหนาแน่น ดังนั้นควรจะควบคุมไม่ให้สีน้ำเข้มจัด โดยการควบคุมปริมาณอาหาร และมีน้ำเปลี่ยนถ่ายพอเพียง นอกจากนั้นควรใช้จุลินทรีย์เติมลงไปช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์และทำให้พื้นบ่อ สะอาด สีน้ำจะไม่เข้มมาก โดยทั่วไปจะนิยมเติมจุลินทรีย์ทุกๆ 7-10 วัน เช่นเดียวกับการเติมโดโลไมท์ทุกๆ 10 วัน

ขั้นตอนการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบพัฒนา
1.ปล่อยลูกกุ้งระยะที่คว่ำแล้ว 50,000-60,000 ตัว/ไร่
2.อนุบาลนาน 2-2 เดือนครึ่ง ลูกกุ้งขนาด 200-300 ตัวกิโลกรัม
3.ใช้อวนขนาดตา 1.7 ซ.ม. ลากคัดลูกกุ้งไปเลี้ยง 10,000 ตัว/ไร่
4.เลี้ยงนาน 2 –2 เดือนครึ่ง
5..คัดตัวเมียสมบูรณ์ไปเลี้ยงไว้ไปทำแม่พันธุ์ (30-60 ตัว/กิโลกรัม)
6.ตัวผู้ (20-30 ตัว/กิโลกรัม) ย้ายตัวผู้ไปเลี้ยงในบ่อใหม่ 6,000-8,000 ตัว/ไร่
7.เลี้ยงนาน 2 เดือน ตัวผู้ขนาด 12-15 ตัว/กิโลกรัม
8.นำกุ้งตัวผู้น้ำหนักประมาณ 8-10 ตัวกิโลกรัมเลี้ยงในห้องนาน 2-3 เดือน
จะได้กุ้งขนาด 4-5 ตัว/กิโลกรัม


การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบดั้งเดิม
การเลี้ยงแบบดั้งเดิมในปัจจุบันยังพบเห็นอยู่ทั่วไปหลายจังหวัดในภาคกลางซึ่งมีการเลี้ยงคล้ายๆ กันคือ

ลักษณะของการเลี้ยงกุ้งแบบดั้งเดิม
1.ไม่มีบ่อพักน้ำ เกษตรกรรายย่อยส่วน ใหญ่ใช้พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นบ่อเลี้ยง ไม่มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนไว้เป็นบ่อพักน้ำ เมื่อต้องการเปลี่ยนถ่ายน้ำจึงสูบน้ำโดยตรงจากคลองชลประทานหรือแม่น้ำลำคลอง เข้าไปในบ่อเลี้ยง หรือในกรณีที่ต้องการถ่ายน้ำและในขณะที่จับกุ้ง น้ำที่ระบายออกจากบ่อเลี้ยงทั้งหมดจะไม่มีการสูบน้ำเข้าไปเก็บไว้ในบ่อตก ตะกอน ก่อนที่จะปล่อยออกไปสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ดังนั้นน้ำที่ระบายออกจากบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกรามโดยตรงจะมีสีเข้มจัดมาก ในกรณีที่คุณภาพน้ำภายนอกไม่ดีหรือมีการระบาดของโรคกุ้งก้ามกรามจากบริเวณ ข้างเคียง การสูบน้ำโดยตรงเข้าไปในบ่อเลี้ยงมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่กุ้งในบ่ออาจจะ มีปัญหาได้ หรือในกรณีที่คลองชลประทานหยุดการส่งน้ำเป็นบางช่วงบางเวลา เกษตรกรจะใช้วิธีสูบน้ำจากคลองชลประทานที่ยังหลงเหลืออยู่บางส่วน น้ำที่มีอยู่ในคลองชลประทานในปริมาณที่น้อยจะมีการหมักหมมของเชื้อโรคหรือ สิ่งต่างๆ ที่เมื่อสูบเข้าไปในบ่อเลี้ยงกุ้งจะทำให้กุ้งมีปัญหาได้เช่นเดียวกัน ซึ่งมักจะพบว่าถ้าน้ำในคลองชลประทานมีการปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง คุณภาพน้ำจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าเมื่อคลองชลประทานหยุดการส่งน้ำ

2. ไม่มีเครื่องให้อากาศ การเลี้ยงกุ้งก้ามรามของเกษตรกรใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงแต่ละครั้งนานมาก ประมาณ 8-10 เดือน คือมีการปล่อยลูกกุ้งเป็นจำนวนมากแล้วทยอยจับกุ้งที่มีขนาดโตบางส่วนออกไป และปล่อยลูกกุ้งเสริมไปอีกเรื่อยๆ การเลี้ยงที่ต้องใช้ระยะเวลานานมากโดยไม่มีเครื่องให้อากาศ ในที่สุดพื้นบ่อจะเกิดการเน่าเสียเนื่องจากปริมาณของเสียที่สะสมอยู่ที่พื้น บ่อและจากการที่ไม่มีเครื่องให้อากาศจะทำให้ออกซิเจนที่ละลายในน้ำในบริเวณ พื้นบ่อมีไม่เพียงพอ จะเห็นได้ว่าปัญหากุ้งป่วยจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาของการเลี้ยง เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามต้องมีการให้อาหารวันละ 2-3 มื้อ ของเสียที่สะสมในในบ่อ ปริมาณอาหารที่หลงเหลือและสิ่งขับถ่ายจะเกิดการเน่าเสียอยู่ที่พื้นบ่อ กุ้งก้ามกรามเป็นกุ้งที่อาศัยอยู่พื้นบ่อตลอดเวลา เมื่อพื้นบ่อสกปรกเน่าเสียจะทำให้กุ้งอ่อนแอและป่วยในที่สุด ในกรณีที่พื้นบ่อสกปรกแต่ไม่ถึงกับทำให้กุ้งป่วยเป็นโรคตาย แต่จะมีผลทำให้การเจริญเติบโตของกุ้งช้ากว่าปกติ ตัวกุ้งจะไม่สะอาด คุณภาพไม่ดี ราคาก็จะลดลงตามมาด้วย

3. ปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่น ที่ผ่านมาเกษตรกรจะมีการปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่นประมาณ 100,000 ตัว/ไร่ เผื่อจะมีลูกกุ้งบางส่วนตายและส่วนที่เหลือจะได้มีปริมาณลูกกุ้งพอเพียง ในระหว่างการเลี้ยงจะมีการทยอยจับกุ้งที่มีขนาดโตบางส่วนออกมาเรื่อยๆ เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามใช้เวลานานมากในขณะที่ไม่มีเครื่องให้อากาศ จะทำให้ พื้นบ่อเน่าเสียซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตและเป็นโรค ผลผลิตที่ได้จะต่ำและกุ้งที่ทยอยจับขึ้นมาขายก็จะมีขนาดเล็กทำให้ได้ผลตอบ แทนที่น้อย หรืออาจจะขาดทุนได้

4. ผลิตอาหารเอง คุณภาพไม่แน่นอน เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่จะทำอาหารกุ้งใช้เอง โดยซื้อวัตถุดิบมาผสม หลังจากการผลิตอาหารเสร็จแล้วจะตากอาหารให้แห้งตามลานบ้านหรือบนถนนซึ่งเห็น ได้ทั่วไป ทำให้คุณภาพของอาหารไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ซื้อมาผสมบางครั้งสดแต่บางครั้งไม่สด ทำให้คุณภาพไม่แน่นอนและอาจไม่ได้มาตรฐานอีกทั้งการนำอาหารมาตากข้างถนน เพื่อให้อาหารแห้งในบางฤดูกาลมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่อาหารไม่แห้งสนิท มีความชื้นค่อนข้างจะสูง ทำให้เกิดเชื้อราบนอาหารขึ้นในที่สุด อาจจะเป็นอันตรายต่อกุ้งได้ การผลิตอาหารใช้เองเป็นการลดต้นทุนของเกษตรกร แม้ว่าจะเป็นการลดต้นทุนก็จริงแต่คุณภาพที่เกษตรกรทำเองไม่มีคุณภาพแน่นอน บางครั้งวัตถุดิบไม่สดหรือคุณภาพไม่ดี กุ้งอาจจะไม่กินหรือกินน้อยลง ดังนั้นอาหารที่ให้กับกุ้งในบ่อก็จะเหลือมาก มีผลทำให้คุณภาพน้ำเสียได้ง่ายลง และในที่สุดจะมีผลต่อสภาพพื้นบ่อ ส่งผลทำให้กุ้งมีโอกาสเป็นโรคสูงขึ้นด้วย

5. สายพันธุ์ดั้งเดิม กุ้งก้ามกรามที่เกษตรกรเลี้ยงอยู่ในขณะนี้ส่วนมากเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิม เลี้ยงกันมาเป็นเวลาช้านาน โดยไม่มีการปรับปรุงคุณภาพพ่อแม่พันธุ์ ส่วนมากจะใช้กุ้งในบ่อเลี้ยงบางส่วนที่มีลักษณะที่ดี เช่น มีขนาดโตมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ หลังจากการเลี้ยงมาหลายปีจะเห็นได้ว่าขนาดของกุ้งก้ามกรามเล็กลง ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน ทำให้เกิดปัญหาเลือดชิด (inbreeding) โดยเฉพาะกุ้งเพศเมียจะมีขนาดเล็กลงมาก ในขณะที่กุ้งเพศผู้ส่วนใหญ่จะมีก้ามใหญ่มาก ส่วนของลำตัวมีขนาดเล็กแต่ในความเป็นจริงตลาดต้องการกุ้งเพศผู้ที่มีก้าม ขนาดเล็กหรือที่เกษตรกรนิยมเรียกกันว่า “ก้ามทอง” ซึ่งในแต่ละรุ่นที่เลี้ยงจะมีปริมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น เนื่องจากจะเป็นกุ้งเพศเมียประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และจะเป็นกุ้งเพศผู้ก้ามโตหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ก้ามลาก” 25-30 เปอร์เซ็นต์และเป็นกุ้งก้ามทอง20-25 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้จะต่ำเนื่องจากกุ้งเพศเมียที่ตัวเล็ก ราคาจะต่ำมากและผลผลิตโดยรวมค่อนข้างต่ำและใช้ระยะเวลานานมากต่อการเลี้ยง แต่ละรอบ

6. ปัญหายาตกค้าง เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของเกษตรกรมีการปล่อยกุ้งอย่างหนาแน่นมากตาม ที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อเลี้ยงไปได้ระยะหนึ่งจนกุ้งบางส่วนมีขนาดใหญ่พอที่จะขายได้ เกษตรกรจะใช้อวนลากกุ้งที่มีขนาดใหญ่ออกมาขายก่อน ส่วนกุ้งที่มีขนาดเล็กจะเลี้ยงต่อไปอีกจนกุ้งมีขนาดโตขึ้นจึงจะใช้อวนลากออก ไปอีก ในการลากอวนแต่ละครั้งทำให้ตะกอนของเสียบริเวณพื้นบ่อเกิดการฟุ้งกระจายขึ้น มา จะทำให้คุณภาพน้ำบริเวณพื้นบ่อมีของเสียก๊าซพิษจำนวนมาก พบว่าหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันกุ้งที่เหลือในบ่อเริ่มมีปัญหาป่วยเป็นโรคทยอย ตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปัญหาที่กล่าวมานี้เกษตรกรแก้ปัญหาโดยผสมยาปฏิชีวนะในอาหารให้กุ้งกิน 2-3 วันก่อนจะใช้อวนลากเอากุ้งบางส่วนไปขาย เพื่อป้องกันกุ้งที่เหลือในบ่อป่วย ซึ่งทำให้กุ้งที่จับไปขายมียาตกค้างในระดับที่สูงมาก เพราะเพิ่งให้กินยาในขณะที่จับขาย กุ้งเหล่านี้จึงมีปัญหาต่อการส่งออก เมื่อห้องเย็นตรวจพบว่ามีปริมาณยาตกค้างที่สูงมากจะไม่สามารถส่งออกไปขายยัง ต่างประเทศไทย

จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบดั้งเดิมให้ผลผลิตต่ำ คุณภาพไม่แน่นอน และมีปัญหาเรื่องยากตกค้างสูงมาก ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังต่างประเทศ การแก้ปัญหาจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาระบบการผลิตทั้งหมด จากแบบดั้งเดิมมาเป็นแบบพัฒนา เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้นและคุณภาพได้มาตรฐานสำหรับการบริโภคและการส่ง ออก ซึ่งจะทำให้ได้ราคาที่สูงขึ้น การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามจะเป็นธุรกิจที่เสริมให้การเพาะเลี้ยงกุ้งของไทย แข็งแกร่งและมีความมั่นคงยั่งยืนต่อไป

You can leave a response, or trackback from your own site.