การเลี้ยงปลาสลิด

เรื่องเล่าปลาสลิด
คนไทยทุกคนรู้จัก ปลาสลิดดีว่า เป็นปลาที่มีรสดี และนิยมกินกันเมื่อเป็นปลาตากแห้งมากกว่า เป็นปลาสด ปลาสลิดตากแห้งเป็นสินค้าสำคัญ ขายกันภายในประเทศมากกว่าส่งออก ต่างประเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน ในปัจจุบันรวมกันเป็นกลุ่มอาเซียน ก็นิยมปลา สลิด ประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เรียกปลาสลิด ว่า Sepat Siam
ดร. สมิท (Dr. Hugh M. Smith) อดีตนักมีนวิทยาระดับโลก และใน ระหว่าง ปี พ.ศ. 2466-2478 เป็นที่ปรึกษากิจการสัตว์น้ำของรัฐบาล ได้มี บันทึกไว้ว่า ปลาสลิดที่แพร่หลายในมาเลเซียและสิงคโปร์ นั้นเป็นพันธุ์ที่ ได้จากเมืองไทย นำเอาไปปล่อยในเขตชลประทานชื่อ เครียน (Krian) ในมลรัฐปิ รัค (Perak) ปลาสลิดก็เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดี
ดร.สมิท ยังได้เขียนบันทึกไว้ว่า ปลาสลิดที่ได้รับจากคลองดอนกำยาน จังหวัด สุพรรณบุรี เป็นพันธุ์ที่มีชื่อเสียง คือ มีรสดีกว่าพันธุ์ปลาสลิดจากท้อง ที่อื่น ๆ แต่กรมรักษาสัตว์น้ำไม่มีตัวอย่าง
ใน พ.ศ. 2474 รัฐบาลฟิลิปปินส์ ขอพันธุ์ปลาสลิดจากรัฐบาลไทยเป็นทางการผ่าน ทางกระทรวงการต่างประเทศ ข้าพเจ้าได้รับมอบงานให้จัดหาปลาสลิด 500 ตัว แล้ว ส่งไปทางเรือเมล์เดินทะเลไปกรุงมะนิลา การหาซื้อปลาสลิดก็สะดวก ซื้อจากแพ ปลาน้ำจืด ซึ่งเวลานั้นอยู่ที่ห้องแถวตำบลหัวลำโพงริมถนนบนฝั่งคลองผดุงกรุง เกษม ไม่ไกลจากโรงเรียนสายปัญญา วิธีการส่งปลามีชีวิตนั้นมิได้ทำอย่างที่ กรมประมงจัดทำอย่างในปัจจุบัน ใช้วิธีพื้นบ้านคือใส่ปลาลงในตุ่มดิน ใช้ไม้ แผ่นตีเป็นกรอบปิดก้นและข้าง ซึ่งกันไม่ให้ตุ่มพลิกเวลาเรือโคลง ข้าพเจ้า ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับปลาสลิดเลย จึงส่งแต่ปลา 500 ตัวไปเท่านั้น
เมื่อได้ส่งปลาสลิดไปประเทศฟิลิปปินส์ ในครั้งนั้น แล้ว ข้าพเจ้าก็มีความคิดว่าเมื่อข้าวและปลาเป็นอาหารประจำวันคู่กันสำหรับ คนไทย เรื่องข้าวนั้นคนไทยมีความสามารถในการเพาะปลูกจนถึงเป็นสินค้าสำคัญ ของประเทศ สำหรับเรื่องปลานั้นเรายังไม่ได้ทำให้เป็นผลอย่างการทำนา เมื่อ ปลาสลิดเป็นที่นิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ และชีวประวัติมันก็ คล้าย ๆ กับปลากัด คงจะไม่เป็นการยากที่จะทำให้ปลาสลิดเป็นสินค้า ถ้าอาศัย ความรู้จากปลากัดบ้างก็คงจะทำให้งานเร็วขึ้น ถ้าไทยสามารถทำเรื่องนี้ ได้ ไทยก็คงจะได้ชื่อเสียงกับเขาบ้าง เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เขา สามารถเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลเป็นล่ำเป็นสัน ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นก็เลี้ยง ปลาจีน ปลาไนและปลาเงินปลาทองเป็นอาชีพล่ำสันได้
ใน พ.ศ. 2475 ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งให้ไปเป็นหัวหน้าสถานีบำรุง พันธุ์สัตว์น้ำ ณ บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ในครั้งนี้นกรมชลประทานพึ่ง ก่อสร้างประตูระบายน้ำที่คลองบอระเพ็ดและฝายน้ำล้นหนองดุกเสร็จ ที่ทำการของ สถานีไม่มี ต้องใช้แพใหญ่หนึ่งหลังผูกไว้กับเสาในบึงใช้เป็นที่ทำงานและที่ พักหัวหน้าสถานี นับว่าสถานีไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยที่จะช่วยในเรื่องค้นคว้า หรือวิจัย เพราะงานสำคัญเฉพาะหน้าไปยุ่งอยู่กับงานควบคุมมิให้คนลักลอบจับ ปลา สภาพของบึงบอระเพ็ด จึงชวนให้คิดว่าเป็นแหล่งที่จะให้ความรู้เรื่อง ปลา งานที่ควรจะได้ศึกษาก็คือชีวประวัติของปลา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้เรื่อง ปลาสลิด ที่บึงบอระเพ็ด มันเป็นปลาชนิดแรกที่ให้การต้อนรับ ปลาสลิดมีมากใน บึงบอระเพ็ด ในต้นฤดูฝนและเมื่อน้ำเริ่มขึ้นในบึง ปลาจะเข้าหาที่ตื้นเพื่อ วางไข่ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสศึกษาปลาสลิดวางไข่ พอข้าพเจ้าอยากรู้ว่าปลาตัว ผู้ตัวเมียมีลักษณะอย่างไร และเอ่ยขึ้นว่าเห็นจะต้องผ่าท้องปลาดู คนงานคน หนึ่งก็บอกว่าตัวผู้ตัวเมียต่างกันนั้นดูได้ที่กระโดง ซึ่งเขาหมายความถึง ครีบหลัง ข้าพเจ้าก็ดีใจที่คนงานสนใจและให้ความรู้ แต่ข้าพเจ้าก็ต้องผ่า ท้องปลาดูอวัยวะภายในเพื่อให้เป็นการแน่นอน ข้าพเจ้าได้มีประสบการณ์ ขึ้น การศึกษาชีวประวัติของปลาต่าง ๆ นั้นจะให้เร็วก็ต้องเข้าถึงชาวบ้าน
ข้าพเจ้าก็ได้อาศัยความรู้เรื่องปลาสลิดจากบึงบอระเพ็ด เป็น แนวการเขียนวิธีเพาะเลี้ยงในบ่อและในนา แต่การนิยมเลี้ยงปลาสลิดก็ยังไม่ เกิดขึ้น เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น ข้าพเจ้าก็ได้คิดว่า การเลี้ยงปลาในบ่อ นั้นจะมีหวังยาก การเลี้ยงปลาในบ่อนั้นจะต้องยุ่งยากทั้งการหาทำเลที่ขุดบ่อ และใกล้น้ำ และข้อสำคัญคือเงินลงทุน ปรากฏว่าในทุ่งรังสิตและในเขตชลประทาน ที่มีน้ำท่วม ชาวนานิยม ทำบ่อล่อปลาเมื่อถึงฤดูน้ำลดหรือจะแห้งก็ปิดทางน้ำ เข้าออกแล้ววิดน้ำออกจับปลา ปรากฏว่าปลาสลิดเป็นปลาพื้น ข้าพเจ้าก็ลงความ เห็นว่าต้องใช้วิธีเพาะเลี้ยงปลาในนาข้าวจะได้เรื่องกว่า กรมประมงจึงวางแนว ทางใช้ทุ่งนาในเขตชลประทานโครงการเชียงราก -คลองด่านตอนใต้เริ่มทำการส่ง เสริม และกว่าจะลงมือได้ก็เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ยุติงานเริ่ม ราว พ.ศ. 2497 กระทรวงการคลังได้ให้งบประมาณ 500,000 บาท เพื่อเป็นเงินให้ ชาวนากู้ไปทำทุนในการเลี้ยงปลาในนา ปลาสลิดก็เป็นปลาชนิดหนึ่งที่ทางการแนะ นำให้เลี้ยง ใน พ.ศ. 2505 มีการทำนาปลาสลิด 800 ราย ใช้เนื้อที่ นา 10,000 ไร่ ใน พ.ศ. 2510 การทำนาปลาสลิดก็ได้มีเนื้อที่ ประมาณ 100,000 ไร่ ผลผลิตในเกณฑ์ เฉลี่ย 150 กิโลกรัมต่อไร่ บัดนี้การทำนา ปลาสลิดในเขตชลประทาน ดังกล่าว มีเนื้อที่ 120,000 ไร่
นับว่าการทำนาปลาสลิดเป็นผลงานที่ควรแสดงความยินดีกับชาวนาปลา และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้ปฏิบัติเอง ข้าพเจ้าก็ ปลื้มใจตามด้วย ที่ปลื้มใจก็เพราะว่าคนไทยได้ทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศกับเขา ได้เหมือนกัน ว่าได้เพราะเลี้ยงปลาพื้นบ้านของตนเองเป็นล่ำเป็นสันได้ มี หน้าตาทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านได้
เรื่องการทำนาปลาสลิดจึงมีเรื่องราวพิสดารพอสมควร มีอุปสรรคที่ได้ขบแตกแล้ว และยังขบไม่แตก และจะมีอะไรเกิดขึ้นเป็นปัญหาอีกได้นั้น ข้าพเจ้าขอเล่าเป็น ข้อ ๆ ดังต่อไปนี้

1. รูปร่างและลักษณะ
ปลาสลิดมีลำตัวแบนข้าง คือ แบนอย่างใบมีดบาง มักจะกล่าวว่า “คล้ายใบไม้” ท่านที่รู้จักปลากระดี่หม้อแล้วก็จะเข้าใจรูปร่างและลักษณะของปลาสลิดได้ เพราะมันคล้ายคลึงกันมาก ต่างกันตรงที่ปลาสลิดตัวโตกว่าปลากระดี่ปลาสลิดมีลายเป็นริ้วดำหรือบั้งดำ พาดขวางตัวโดยตลอดแต่ไม่มีจุดดำเลย ส่วนปลากระดี่หม้อมีลายเป็นริ้วดำขวางตัวโดยตลอด แต่มีจุดดำ 2จุดอยู่ข้างลำตัวจุดหนึ่งอยู่ที่กลางตัวและอีกจุดหนึ่งอยู่ที่โคนหางลักษณะ อย่างละเอียดของปลาสลิด คือ รูปร่างจะคล้ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลำตัววัดจากหัวถึงโคนหางจะยาวประมาณ 2.3-3.0 เท่าของส่วนลึกของลำตัว ครีบหลังมีหนามแข็ง 5-9 อัน และก้านอ่อน 10-11 อัน ครีบก้นมีหนามแข็ง 9-12 อัน และก้านอ่อน 36-38 อัน ครีบอกยาวกว่าหัว ครีบท้องจะมีก้านอ่อนอันที่หนึ่งเป็นเส้นยาว ยาวเลยโคนหางเกล็ดตามเส้นข้างของลำตัวนั้นจะนับได้ 55-63 เกล็ด ลำตัวมีสีเขียวเข็มทางด้านหลังและมีเขียวอ่อนตามข้างแบน และมีเส้นดำยาวจากนัยน์ตาจรดโคนหาง ปลาสลิดโตเต็มที่จะยาวถึง 25 เซ็นติเมตร ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ม.ล. อัคนี นวรัตน์ แห่งคณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ลูกศิษย์ผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรีสอบถามถึงเรื่องพันธุ์ ปลาสลิดดอนกำยาน ได้ความว่าปลาสลิดพันธุ์ดอนกำยานนั้นมีสีค่อนข้างดำปนเขียวและมีจุดดำที่ ข้างตัว ข้างละ 7 จุดลักษณะปลาสลิดตัวผู้และตัวเมียต่างกันดังได้กล่าวแล้วในตอนต้น คือ เมื่อถึงวัยสืบพันธุ์ ปลาสลิดจะมีอายุประมาณ 6-7 เดือน และมีความยาว 10-12 เซนติเมตร ตัวผู้จะมีสีเข็มกว่าตัวเมีย ครีบหลังของตัวผู้จะยาวจรดโคนหาง หรือพ้นโคนหางไป ส่วนครีบหลังปลาตัวเมียนั้นปลายจะมนและมีความยาวไม่ถึงโคนหางคุณสมบัติสำคัญ อีก 2 ประการ ของปลาสลิด คือ ประการที่หนึ่ง มีอวัยวะหายใจพิเศษ ลักษณะคล้ายกับดอกไม้ที่บานและกลีบเรียงซ้อนกัน อยู่เหนือเหงือก และช่วยให้ปลาสูดอากาศได้โดยตรง แม้ว่ามันจะไม่อยู่ในน้ำ ก็มีความทนทานได้ นักมีนวิทยาจึงจัดให้ปลาสลิดอยู่ในวงศ์ Anabantidae ซึ่งรวมถึงปลาหมอ ปลาหมอตาล ปลาแรด ปลากริม และปลากัด ประการที่สอง คือ คุณสมบัติก่อหวอด ปลาตัวผู้จะเป่าฟองอากาศออกจากปาก และฟองอากาศเหล่านั้นจะติดกันเป็นก้อนกลม ซึ่งเรียกว่า หวอด

2. ที่อาศัย อาหาร และกิริยาวางไข่
ในธรรมชาติ จะพบปลาสลิดอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งที่มีพันธุ์ไม้น้ำ เช่นในท้องนา ร่องน้ำ คูน้ำแอ่งน้ำ อ่างเก็บน้ำ หนองและบึงอาหารธรรมชาติได้แก่ พืชและสัตว์น้ำเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่ในน้ำ ซึ่งเรียกว่า แพลงค์ตอน และพันธุ์ไม้ที่เน่าเปื่อยแล้วปลาจะวางไข่ในฤดูฝน ซึ่งอาจจะตั้งต้นในเดือนเมษายนและสิ้นสุดในเดือนตุลาคม อุณหภูมิของน้ำจะอยู่ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส ปลาที่จะวางไข่นั้นยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร ปลาจะเลือกบริเวณน้ำว่าง ซึ่งมีพันธุ์ไม้อยู่ใกล้ มันจะก่อหวอดขนาด 10 เซ็นติเมตร วัดตามเส้นผ่าศูนย์กลาง และหวอดจะลอยอยู่บนผิวน้ำและติดกับพันธุ์ไม้ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้มีประสบการณ์ในการเฝ้าปลาสลิดวางไข่ ได้ความว่าเมื่อปลาตัวผู้ได้ก่อหวอดแล้ว มันจะไปไล่ต้อนปลาตัวเมียให้มาอยู่ใต้หวอด ตัวผู้จะงอตัวรัดท้องตัวเมีย เมื่อไข่หลุดออกมาปลาตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อผสมแล้วเก็บไข่อมไว้ในปาก แล้วกลับพ่นไข่เข้าไปในหวอด ตัวผู้จะรัดตัวเมียจนหมดไข่แก่ จะรู้ได้โดยปลาตัวผู้ไล่ตัวเมียออกไปไม่ให้เข้าใกล้หวอดไข่ปลาสลิดนั้นกลม มีขนาด 1 มิลลิเมตร วัดตามเส้นผ่าศูนย์กลาง เมื่อออกใหม่ ๆ จะมีสีเหลือง และมีหยดน้ำมันหนึ่งหยดในเม็ดไข่ด้วย แม่ปลาตัวหนึ่งจะมีไข่ประมาณ 7,000-10,000 ฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 24-48 ชั่วโมง ถุงอาหารของลูกปลาที่ฟักออกใหม่ ๆ นั้นจะยุบหายไปในระยะเวลา 2-3 วัน

3. ทำเลที่อาศัยในประเทศไทย
เอกลักษณ์ของพันธุ์ปลาสลิด ก็คือเป็นปลาที่มีชุกชุม โดยเฉพาะในภาคกลางและจังหวัดปราจีนบุรี เป็นปลาที่ชอบทุ่งน้ำท่วม พันธุ์ปลาสลิดที่มีชื่อเสียงกว่าพันธุ์จากแห่งอื่น ๆ ต้องเป็นพันธุ์จากคลองดอนกำยาน จังหวัดสุพรรณบุรีคลอง (แม่น้ำ) ดอนกำยานนี้อยู่ในตำบลดอนกำยาน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี คลองนี้เข้าใจว่าเป็นลำแม่น้ำเก่าและตื้นเขิน เริ่มต้นแต่ตำบลดอนเจดีย์ กิ่งอำเภอดอนเจดีย์ อำเภอศรีประจันต์ ไปจดคลองสองพี่น้อง ในฤดูแล้ง น้ำในคลองขาดเป็นห้วง ๆ เป็นที่อาศัยของปลาสลิดอย่างดี ในปัจจุบัน คลองนี้อยู่ในเขตชลประทาน โครงการโพธิ์พระยา เริ่มสร้างใน พ.ศ. 2464 เนื่องด้วยชาวบ้านไม่ได้ช่วยในการอนุรักษ์พันธุ์ปลา มีแต่การจับอย่างเดียว ดังนั้น ใน พ.ศ. 2468 ดร.สมิท ยังไม่สามารถเก็บตัวอย่างปลาสลิดพันธุ์ดอนกำยานได้ บัดนี้ ได้ทราบว่ากรมประมง กำลังจะสร้างสถานีประมงน้ำจืดในจังหวัดสุพรรณบุรีขึ้น ข้าพเจ้าก็หวังว่ากรมประมงคงจะได้ศึกษาถึงคุณสมบัติของดินและน้ำในคลองดอน กำยานว่าจะมีคุณสมบัติดีนั้นเหลือพอจะเอาไปเป็นแนวทางในการบำรุงพันธุ์ปลา บ้างหรือไม่ปลาสลิดไม่มีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้มาก่อน ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เพราะกรมประมงได้เอาพันธุ์ไปปล่อย การปล่อยก็ทำอย่าง่าย ๆ ดังนั้นกว่าจะได้รู้เรื่องว่าวิธีขยายพันธุ์ปลาแบบนี้นั้นจะเห็นผล ก็ใช้เวลาคอยถึง 10 ปี ดร.สมิท เป็นผู้ที่มีความรอบคอบมาก เพื่อจะให้แน่ว่าปลาสลิดนั้นเป็นปลาคู่กับเมืองไทย ท่านก็ต้องมีหนังสือเป็นทางการถามไปยังกรมประมง ของมาเลเซีย ในเวลานั้นเมืองหลวงอยู่ที่สิงคโปร์ ก็ได้รับคำยืนยันว่าเป็นปลาจากเมืองไทย ทางการเอาไปปล่อยในเขตชลประทานในรัฐปิรัค

4. ชื่อเฉพาะและชื่อสามัญ
ปลาสลิดมีชื่อเฉพาะ ซึ่งเป็นชื่อตั้งตามกฎเกณฑ์ของสัตววิทยา คือ Trichogaster pectoralis (Regan) มีเรื่องว่าปลาสลิดไม่มีชื่อเฉพาะมาก่อนเลยและเพิ่งจะมีขึ้นใน ค.ศ. 1910 (ราว พ.ศ. 2452) เมื่อนักมีนวิทยา ชื่อ Regan เป็นผู้เสนอให้เรียกว่า Trichopodus pectoralis และเวลาเขียนสมบูรณ์แบบก็ต้องเขียนว่า Trichopodus pectoralis Regan แสดงว่า Regan เป็นผู้อธิบายคนแรกถึงลักษณะของปลาสลิดตามระเบียบโลกว่าด้วยการตั้งชื่อ สัตว์ ต่อมาใน พ.ศ. 2476 ดร.สมิท ได้วิเคราะห์ใหม่ เห็นว่าชื่อสกุลของปลาสลิดควรเป็น Trichogaster จึงให้ชื่อปลาสลิดว่า Trichogaster pectoralis และเมื่อเขียนตามแบบสมบูรณ์แล้วเขียนว่า Trichogaster pectoralis (Regan) เอาคำว่า Regan ไว้ในวงเล็บปลาสลิดมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “ปลาใบไม้” คำว่าสลิดเป็นคำที่ใช้กันมานานมาก ดังนั้นคำว่าปลาใบไม้จึงไม่ติดปาก มีเรื่องเล่ากันว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงแนะนำให้ข้าราชบริพารในราชสำนักใช้คำว่า “ปลาใบไม้” แทน “ปลาสลิด” เพราะพระองค์ทรงเห็นว่าข้าราชบริพารในราชสำนักบางคนเป็น “พวกใจกระดุกกระดิก” ข้าพเจ้าได้บังเอิญอ่านหลักภาษาไทยพายัพ ซึ่งพระธรรมราชานุวัตร์ เป็นผู้เรียบเรียง จึงรู้ว่าปลาสลิดเป็นคำเพี้ยนมาจาก “จริต” ดร.สง่า สรรพศรี เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเล่าว่า ถ้าชาวเชียงใหม่ใช้คำว่า “สลิดดก” ก็หมายความว่า “จริต”มาก” ข้าราชบริพารในสมัยรัชกาลที่ 4 คงมี “ใจกระดุกกระดิก” ว่าหญิงชาววังกันบ้างก็อาจจะเป็นได้ พระองค์จึงทรงแนะนำให้ใช้ “ปลาใบไม้” แทน จากนั้นมาก็ถือกันว่า “ปลาใบไม้” เป็นราชาศัพท์
ประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศกลุ่มอาเซียนเรียกปลาสลิดว่า Sepat Siam มานานแล้ว ดังได้กล่าวแล้ว นับว่าเขายกย่องเมืองไทยมานานแล้ว

5. เทคนิคการเพาะปลาสลิด
เมื่อได้รู้คุณสมบัติของปลาสลิดพอสมควรแล้ว ข้าพเจ้าก็ออกแบบการเพาะและเลี้ยงเทคนิคนี้แสดงว่าจะไม่มีอะไรมาก หากว่าเข้าใจในเรื่องชีวประวัติของปลา ข้าพเจ้าได้แนะนำให้เพาะทั้งในถังไม้และในบ่อดิน เท่าที่พอจะจำได้นั้นก็คือเลือกพ่อแม่ปลาได้แล้วก็แยกตัวผู้ตัวเมียไว้เพศละ ตัว เก็บไว้ 3-4 วัน ถังไม้จะใช้เพาะพันธุ์มีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ลึก 75 เซ็นติเมตร เมื่อจะใช้ถังเพาะพันธุ์ปลานั้นจะต้องล้างหรือทำความสะอาดก่อนแล้วใส่น้ำ ใหม่ ใช้น้ำจากลำคลองหรือบ่อก็ได้ แต่ควรจะกรองเสียก่อนใส่ถัง ใช้ผักบุ้งซึ่งได้ล้างรากสะอาดเช่นเดียวกันแล้วใส่ลงในถัง กะว่าให้ผักบุ้งมีไม่เกิน 1/2 ของเนื้อที่น้ำ ให้มีเพิงกันแดดเพื่อมิให้น้ำในถังร้อนเกินไป จะใช้ทางจากหรือมะพร้าวเป็นเพิงก็ได้ สำหรับถังเพาะขนาดนี้ใช้พ่อแม่ปลา 2 คู่ เป็นที่รู้กันว่าปลาได้น้ำใหม่แล้วก็อยากจะผสมกัน ภายใน 3-5 วัน ก็จะมีหวอดเกิดขึ้นในถัง แสดงว่าการวางไข่ตั้งต้นแล้ว ขนาดไข่ 1 มิลลิเมตร วัดตามเส้นผ่าศูนย์กลาง และมีหยดน้ำมันในเม็ดไข่ด้วย ไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 24-48 ชั่วโมง ถุงอาหารของลูกปลาที่ฟักเป็นตัวแล้วนั้นจะยุบหายไปในระยะเวลา 2-3 วัน ในระหว่างที่ยังไม่ยุบก็ไม่ต้องให้อาหาร ต่อจากนั้นก็เอาลูกปลาไปปล่อยลงในบ่อดิน ซึ่งได้เตรียมให้มีอาหารธรรมชาติโดยใช้ปุ๋ยคอกพอสมควรช่วยให้เกิดตัวไรน้ำ ในระยะแรกจะโปรยรำข้าวให้ลูกปลาก่อน ต่อมาก็ให้อาหารเสริมซึ่งใช้ผักบุ้งต้มให้เปื่อยปนกับปลายข้าวเคล้ากับรำ ปั้นเป็นก้อนวางไว้บนไม้ ปลาก็จะมากินเองวิธีเพาะปลาสลิดนี้ สถานีประมงซึ่งรับเอาแบบไปดำเนินการก็ไม่ได้ทำเหมือนกันหมดทุกสถานีมีสิทธิ จะดัดแปลงให้ตามเหมาะสมสำหรับการเพาะขนาดใหญ่นั้น ใช้บ่อดินขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร ให้กักน้ำไม่น้อยกว่า 50 เซ็นติเมตร บ่อเช่นนี้ต้องทำความสะอาดเหมือนถังไม้เพาะพันธุ์ปลาที่จะเป็นศัตรูแก่ปลา สลิดและพันธุ์ไรน้ำที่มากเกินไปก็เอาออกเสีย ต่อจากนั้นก็ใส่ปุ๋ยคอกลงในบ่อดินและใส่น้ำคลองที่ใหม่และสะอาดและได้กรอง แล้ว ปลูกผักบุ้งไว้ที่มุมบ่อทั้ง 4 มุม และมีที่กันแดดไว้ด้วยเช่นเดียวกับที่ทำกับถังเพาะพันธุ์ ใช้พ่อแม่ปลา 50 คู่ ซึ่งได้แยกเพศไว้เพศละถังไว้เป็นเวลา 3-4 วัน ปล่อยลงในบ่อดินนั้น ภายใน 7 วันก็จะมีหวอดลอยติดกับผักบุ้ง แสดงว่าปลาวางไข่แล้ว วิธีเพาะปลาแบบนี้ใช้ได้ทั้งในการเลี้ยงปลาสลิดในนาข้าวด้วย สำหรับนาข้าว 10 ไร่ จะต้องใช้เพาะปลาขนาด 1 ไร่ จึงจะมีลูกปลาพอแก่การปล่อยเลี้ยงในนาข้าว

6. คุณภาพของดิน
ในเขตชลประทานโครงการเชียงราก-คลองด่านตอนใต้กรมประมงได้อาศัยเขตชลประทาน โครงการเชียงราก-คลองด่านตอนใต้ ต่อไปเรียกสั้นว่าเขต ชป. เป็น “หัวหาด ” ในการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในนา ซึ่งในกาลต่อมาชาวนาได้พัฒนาแยกไปเป็นการทำนาปลาสลิดที่สำคัญของประเทศไทย ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเป็นการสมควรที่จะกล่าวขอบคุณกรมชลประทาน โดยกล่าวถึงเขตชลประทานไว้เป็นหัวข้อหนึ่งโดยเฉพาะ จะได้ระลึกไว้เสมอว่า ถ้าไม่มีน้ำแล้ว ปลาทั้งหลายก็ขยายพันธุ์ไม่ได้

7. การทำนาปลาสลิดแบบใหม่
การเลี้ยงปลาสลิดในนาร่วมกับการปลูกข้าวในเขต ชป.ที่มีดินกรุงเทพฯ ชุดใหม่ก็ได้เริ่มมาแต่ พ.ศ. 2502 ระยะแรกปรากฏว่าได้ผลผลิตข้าวและปลาต่อไร่อยู่ในระดับต่ำ แสดงว่าการจะให้ได้ผลดีทั้งข้าวและปลาในเวลาเดียวกันนั้นเป็นการยาก ต่อมามีชาวนาบางรายได้ทดลองเลี้ยงปลาแต่อย่างเดียวในเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ก่อน ปรากฏว่าได้ผลดีกว่าทำนาข้าวและเลี้ยงปลารวมกัน ชาวนาบางคนมีที่นาซึ่งอยู่ในที่ค่อนข้างลุ่ม และมีวัชพืช เช่น หญ้าทรงกระเทียม หญ้าชันกาด และหญ้าไซ ก็ลองเลี้ยงปลาสลิดในที่เช่นนั้น โดยตัดหญ้าแล้วสุมเป็นกองแช่ในน้ำให้หญ้าเน่าเปื่อยเป็นอาหารของปลาสลิดและ เป็นปุ๋ยช่วยให้เกิดตัวไรเป็นอาหารของลูกปลาสลิดด้วย วิธีการเช่นนี้ก็ถ่ายทอดถึงกันโดยเร็ว จนเกิดเป็นการทำนาปลาสลิดแบบใหม่ขึ้น การทำนาปลาสลิดแบบใหม่มีวิธีการง่าย ๆ คือ ขุดคูรอบแปลงนา คูกว้าง 3 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปล่อยให้หญ้าทรงกระเทียมขึ้นตามธรรมชาติ สูบน้ำใส่คูให้เต็ม แล้วใส่พ่อแม่ปลาที่คัดเลือกไว้แล้ว ขนาดตัวยาว 17-18 เซนติเมตร ใช้พ่อแม่ปลาในอัตราไร่ละ 20 กิโลกรัม ไม่ต้องแยกเพศผู้เพศเมียให้เสียเวลา คิดว่าเป็นส่วน 50-50 ทำนาปลา 40 ไร่ ก็ต้องใช้พ่อแม่ปลา 800 กิโลกรัม ปล่อยปลาไว้ในคู 15 วัน และในระหว่างนั้นก็ฟันหญ้าทรงกระเทียมและสุมเป็นกอง ๆ เป็นแถว ๆ ไป สูบน้ำลงคูอีก คราวนี้ให้ท่วมนาและกองหญ้าประมาณ 30 เซนติเมตร ปลาจะขึ้นจากคู เข้าทุ่งและจับคู่ก่อหวอดและวางไข่ ส่วนหญ้าก็เน่าเปื่อยไป เป็นทั้งอาหารของปลาตัวโตโดยตรง และเป็นปุ๋ยซึ่งช่วยให้เกิดไรน้ำเป็นอาหารของลูกปลา ชาวนามีวิธีสังเกตว่าอาหารธรรมชาติเพียงพอหรือไม่โดยดูสีของน้ำ ถ้าน้ำเป็นสีเขียวขุ่นหรือเป็นสีชาแก่ก็แสดงว่าน้ำมีอาหารสมบูรณ์ถ้าน้ำใส มาก ก็หมายความว่าน้ำนั้นมีอาหารสำหรับปลาไม่พอ ชาวนาก็ต้องตัดหญ้าเพื่อน้ำเข้านา ดังนั้น ในการทำนาปลาสลิดแบบใหม่นี้ต้องดูแลให้เครื่องยนต์เพื่อสูบน้ำนั้นใช้การได้ ทุกเวลาความก้าวหน้าเกี่ยวกับการใช้เครื่องตัดหญ้าก็เป็นเรื่องที่น่าชม ไม่ทราบว่าชาวนาเองหรือมีนักประดิษฐ์เป็นผู้คิดขึ้น มีขายในตลาดบางพลี เมื่อจะตัดหญ้าก็ถอด “หาง” ของเรือหางยาวออกแล้วเอาแท่นเครื่องตัดหญ้าใส่ที่ท้ายเรือแล้วเอาใบมีดแบบ อักษรตัวเอสในภาษาอังกฤษ ทำด้วยแหนบรถยนต์ ติดกับแท่นเครื่อง ใช้เครื่องยนต์ 3 แรงม้าของเรือหางยาวนั้นเป็นกำลังฉุดให้เครื่องตัดหญ้าทำงาน ชาวนาจะใช้เครื่องตัดหญ้าดังกล่าวก็เมื่อลูกปลาในนาอายุได้ 3 เดือนแล้ว ก่อนนั้นใช้มีด (พร้า) หวดหญ้า เลี้ยงปลาสลิดในนาแบบนี้อยู่ 7-8 เดือน ก็จะได้ขนาด 20 เซ็นติเมตร เป็นขนาดที่สืบพันธุ์ได้ และเป็นขนาดที่มีคนรับซื้อไปแปรรูปเป็นปลาสลิดตากแห้งเจ้าของนาบางรายมี ประสบการณ์มากก็เลี้ยงปลาดุกปนในนาด้วย แต่ลูกปลาดุกที่ปล่อยนั้นต้องมีอายุเท่ากับลูกปลาสลิด ปลาดุกที่เลี้ยงในนาปลาสลิดเป็นปลาที่มีผิวพรรณน่ากินมาก เพราะไม่เป็นโรคผิวหนังอย่างปลาดุกเลี้ยงกันในตำบลมะขามส้ม จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวนาปลาสลิดไม่นิยมทำปลาสลิดตากแห้งเอง นิยมขายให้แก่ผู้ชำนาญการทำปลาสลิดตากแห้ง ผลผลิตต่อไร่ของการเลี้ยงปลาสลิดแบบนี้จะได้ไร่ละ 150-160 กิโลกรัม เป็นเงินไร่ละ 1,500 บาท มีบางคนเลี้ยงแบบเดียวกันและให้อาหารเสริมด้วย ได้ผลไร่ละ 200 – 400 กิโลกรัม เป็นวิธีที่ยังไม่นิยมกัน

8. ปัญหาลูกปลาสลิดตายเพราะน้ำเปรี้ยว
การทำนาปลาสลิดได้ผลก็ชักจูงให้ราษฎรในท้องที่และต่างท้องที่สนใจและ ตามอย่างเนื่องด้วยที่ในเขต ชป. นั้นยังมีที่ลุ่มที่มีวัชพืช และที่แห้งก็มีหญ้าชะครามขึ้น แสดงว่าดินยังเค็ม เมื่อจะทำนาปลาสลิด ก็ต้องทำในที่ไม่เคยทำเป็นนาข้าวมาก่อน ใน พ.ศ. 2512-2514 มีปัญหาเรื่องลูกปลาสลิดตายเพราะน้ำเปรี้ยว คือ ลูกปลาสลิดในนาจะตายมากภายหลังที่ฟักเป็นตัวได้ 7 วัน ในเวลานั้น ความรู้เรื่องดินกรุงเทพฯ ชุดใหม่เป็นดินเปรี้ยวได้นั้นรู้กันแต่ในกรมพัฒนาที่ดิน ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์มาก แต่กรมพัฒนาที่ดินก็เตรียมแหล่งดินมาร์ลที่จะใช้แก้ดินเปรี้ยวได้นั้นไว้ แล้ว กรมประมงยังไม่มีประสบการณ์เหมือนกัน เพิ่งประสบกับเหตุครั้งแรกซึ่งต้องการคำตอบทันที วิธีแก้ไข คืออย่าให้ดินนาตากแห้งและแตกระแหง ถ้าทำได้เช่นนี้แล้วก็จะไม่เกิดน้ำเปรี้ยว

การเลี้ยงปลาสลิด(ลักษณะปลาสลิด)
ปลาสลิดหรือ ปลาใบไม้เป็นปลาน้ำจืด ซึ่งเป็นปลาพื้นบ้านของประเทศไทย มีแหล่งกำเนิดอยู่ ในที่ลุ่มภาคกลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichogaster pecteralis และนิยม เลี้ยงกันมากบริเวณภาคกลาง ส่วนที่พบในประเทศเพื่อน บ้าน เช่น กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดียว ปากีสถาน ศรี ลังกา และฟิลิปปินส์ นั้น เป็นพันธุ์ปลาที่ส่งไปจากเมืองไทย เมื่อ ประมาณ 80-90 ปีที่ผ่านมา และเรียกว่าสยาม หรือเซียมสำหรับแหล่งปลาสลิดที่ มีชื่อเสียเป็นที่รู้สักว่ามีรสชาติดี เนื้ออร่อย คือ ปลาสลิดบาง บ่อ จังหวัดสมุทรปราการ แต่ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมได้ขยายตัวอย่างแพร่ หลายทำให้น้ำธรรมชาติที่จะระบายลงสู่บ่อเลี้ยงปลาสลิดมีคุณสมบัติไม่เหมาะ สม ส่วนพื้นที่ดินพรุทางภาคใต้ในเขตจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวก็ สามารถใช้เป็นที่เลี้ยงปลาสลิดได้ เพราะปลาสลิดเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย อดทน ต่อความเป็นกรด และน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนน้อยได้ดี มีห่วงโซ่อาหารสั้นคือ กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารต้นทุนการผลิตต่ำ โดยจะเลี้ยงอยู่ในนา คนเลี้ยงปลา สลิดเรียกว่า ชาวนาปลาสลิด และบ่อเลี้ยงปลาสลิดเรียก แปลงนาปลาสลิดหรือล้อม ปลาสลิด (*) กรมประมงจึงได้ส่งเสริมให้เลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่จังหวัด อื่น เช่น จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มีปริมาณเพียงพอต่อการบริ โภค และส่งเป็นสินค้าออกในรูปผลิตภัณฑ์ปลาสลิดเค็มตากแห้ง

อุปนิสัยและลักษณะ
อุปนิสัย

ปลาสลิดชอบอยู่ในบริเวณทีมีน้ำนิ่ง เช่น หนอง บึง ตามบริเวณที่มีพันธุ์ไม้น้ำ เช่น ผักและสาหร่รย เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยกำบังตัวและก่อหวอดวางไข่ เนื่องจากปลาชนิดนี้โตเร็วในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอาหารพวกพืช ได้แก่ สาหร่าย พืชและสัตว์เล็ก ๆ จึงสามารถนำปลาสลิดมาเลี้ยงในบ่อและนาข้าวได้เป็นอย่างดี

รูปร่างลักษณะ
ปลาสลิดมีรูปร่างคล้ายปลากระดี่หม้อ แต่ขนาดโตกว่า ลำตัวแบนข้างมีครีบ ท้องยาวครีบเดียว สีของลำตัวมีสีเขียวออกเทาหรือมีสีคล้ำเป็นพื้น และมีริ้วดำพาดขวางตามลำตัวจากหัวถึงโคนหาง เกล็ดบนเส้นข้างตัวประมาณ 42-47 เกล็ด ปากเล็กยืดหดได้ ปลาสลิดซึ่งมีขนาดใหญ่เต็มที่จะมีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร

แนวโน้มการตลาดของปลาสลิด
ปลาสลิดมีแนวโน้มด้านการตลาดในอนาคตแจ่มใส เพราะปลาสลิดเป็นผลผลิตที่ตลาดต้องการสูง สามารถนำมาประกอบอาหารทั้งในรูปสดและทำเค็ม ตากแห้ง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ปลาสลิดตากแห้งเป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศและต่าง ประเทศ ซึ่งได้ส่งเป็นสิ้นค้าออกของประเทศอีกชนิดหนึ่ง ดังนั้น หากมีพื้นที่ที่เหมาะสมและทำการปรับปรุงเพื่อการเลี้ยงปลาสลิด จะช่วยเพิ่มปริมาณอาหารโปรตีน และเสริมรายได้ให้แก่ครอบครัวเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

การป้องกันและศัตรูปลาสลิด
ศัตรูของปลาสลิด มีหลายประเภท ดังนี้คือ

1. สัตว์ดูดนม เช่น นาก
2. นกกินปลา เช่น นกกระเต็น นกยาง นกกาน้ำ และเหยี่ยว
3. สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู  เต่า ตะพาบน้ำ ฯลฯ
4. กบ เขียด
5. ปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาไหล จะกินปลาสลิดขนาดเล็ก และขนาด ใหญ่ ส่วนปลากริม ปลากัด ปลาหัวตะกั่ว ปลาหมอ มวนวน แมงดาสวน จะกินไข่ปลา สลิดและลูกปลาในวัยอ่อน
ตามธรรมชาติของปลาสลิดย่อมจะรู้จักหลบหลีกศํตรูได้ดี แต่เมื่อนำมาเลี้ยง ไว้ในบ่อ ปลาสลิดยากที่จะหาทางหลบหลีกศัตรูได้ จึงจำเป็นจะต้องช่วยโดยการ ป้องกันและกำจัด

การป้องกันและกำจัดพวกสัตว์ดูดนม สัตว์เลื้อยคลาน โดยทำรั้วล้อมรอบก็เป็นการป้องกันได้ดี ส่วนสัตว์จำพวกนกต้องทำเพิงคลุมแป้นอาหาร เพื่อป้องกันนกโฉบปลาในขณะที่ปลากินอาหารอยู่เป็นกลุ่ม สำหรับปลากินเนื้อชนิดต่าง ๆ นั้น ต้องระวังผักที่จะเก็บลงมาปลูกในบ่อเพราะอาจจะมีไขปลาติดมาด้วย โดยเฉพาะท่อระบายน้ำเข้าต้องพยายามใช้ลวดตาข่าวยที่มีช่องตาขนาดเล็กกรองน้ำ ที่จะผ่านลงในบ่อ และหมั่นตรวจตะแกรงถ้าชำรุดควรรีบเปลี่ยนใหม่

อนึ่ง การล้อมรอบคันบ่อใช้ตาข่ายไนล่อนให้สูงจากพื้นดินอย่างน้อย 50 เซนติเมตร ส่วนล่างของตาข่าวยให้ฝังดินลึกประมาณ 10 เซนติเมตร ถ้าเป็นที่ลุ่มควรต่อตาข่ายไนลอน 2 ผืน หรือเสริมเฝือกสูงประมาณ 2 เมตร พร้อมทั้งหมั่นตรวจสอบ หากชำรุดต้องรีบซ่อมแซม
การลำเลียงปลาสลิด
1. ก่อนการลำเลียง ควรพักปลาไว้ในที่กว้าง เช่น พักในถังขนาดใหญ่ และไม่ต้องให้อาหาร
2. ใช้ภาชนะปากกว้าง เช่น ปีบหรือถัง บรรจุน้ำ 3 ใน 4 ของภาชนะบรรจุ ปลาขนาดใหญ่ในอัตราปีบละ 4 ตัว หรือขนาดกลาง 80 ตัว ถ้าเป็นลูกปลาขนาดเล็กก็เพิ่มจำนวนได้มากขึ้นตามความเหมาะสม
3. ลอยผักบุ้งในภาชนะที่ใช้ลำเรียง และควรมีฝาที่มีช่องตาโปร่ง หรือตาข่ายคลุมภาชนะไม่ให้ปลากระโดดออก
4. ระหว่างเดินทางพยายามเปลี่ยน้ำทุก 12 ชั่วโมง โดยระวังอย่าให้ปลาบอดช้ำ
5. ให้ภาชนะที่บรรจุปลาอยู่ในที่ร่มเย็นเสมอ
6. ภาชนะลำเลียงปลา ควรตั้งให้สนิทอย่าให้โคลงเคลง เพราะอาจทำให้ปลาเมาน้ำได้
7. เมื่อถึงปลายทาง ต้องรีบย้ายปลาไปอยู่ในภาชนะที่กว้างใหญ่แต่ถ่ายเทน้ำใหม่ หรืออาจปล่อยลงบ่อเลี้ยงเลยก็ได้

การจับปลาสลิด
เมื่อมีความต้อง การจะจับลูกปลาสลิดวัยอ่อนไปแยกเลี้ยง ควรใช้กระชอนผ้าช้อนตักและใช้ ขัน หรือถังตักลูกปลาทั้งน้ำและตัวปลาเพื่อมิให้ปลาช้ำ ถ้าเป็นปลาที่โตแล้ว โดยสวิงตาถี่ช้อน แล้วใช้ขันตักขึ้นจากสวิงอีกชั้นหนึ่ง หรือลดระดับน้ำลงที ละน้อยเพื่อให้ปลารู้สึกตัว และหนีลงไปอยู่ในคู โดยเดินตรวจบนแปลงนาว่าไม่ มีปลาค้างบนแปลงนาเอาอวนเปลวางไว้ในคูตรงจุดที่ลึกที่สุด สูบน้ำออกจากคูที ละน้อย ปลาจะหนีลงไปอยู่ในคูและในอวนจึงรวบหูอวนขึ้น ปลาจะติดอยู่ในอวน
ในกรณีที่ต้องการจับปลาเพื่อใช้ประกอบอาหารประจำวัน ควรใช้ลอบยืนวางไว้ตาม มุมบ่อ ถ้าใช้แหทอดหรือสวิงตักที่แป้นอาหารปลาจะเข็ดไม่มากินอาหารหลายวัน

ระยะเวลาที่ควรจับปลาให้หมดทั้งบ่อเพื่อจำหน่าย คือ เดือนมีนาคม เพราะเป็นฤดูที่ปลาไม่วางไข่ โดยใช้เฝือกล้อมและสวิงตักออกจากเฝือกที่ล้อมนั้น แล้วคัดปลาเก็บไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงรุ่นต่อไป โดยใช้สูตรอาหาร สปช. 12 วันละ 2% ของน้ำหนักปลาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนเพาะฟักวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น

การให้อาหารปลาสลิด
อาหารที่ปลาสลิดชอบกินคือ ตะไคร่น้ำ รำละเอียด หรือปลายข้าวต้ม ปนกับผักบุ้งที่หั่นแล้ว แหนสด และปลวก
อาหารของลูกปลาวัยอ่อน ซึ่งมีอายุ 7-12 วัน ให้ตะไคร่น้ำและไรน้ำเป็น อาหาร เมื่อลูกปลามีอายุ 21 วัน-1 เดือน ให้รำข้าวละเอียดต้มปนกับผักบุ้ง ที่หั่นละเอียด แหนสด และปลวกบ้าง (ผัก 1 ส่วน รำ 2 ส่วน) ทั้งนี้ต้มผักให้ เปื่อยเสียก่อน แล้วจึงเอารำลงไปเคล้าปั้นเป็นก้อนให้กินเพียงวัน ละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้าระหว่าง 7.00-8.00 น. และเย็น ประมาณ 3-5% โดยใสอาหาร บนแป้นซึ่งอยู่ใต้ระดับน้ำ 1 คืบ อย่าให้อาหารเหลือข้ามวันจะทำให้น้ำเน่า เสียได้ ควรดีดน้ำให้เป็นสัญญาณ ปลาจะได้เคยชินและเชื่องด้วย

การเพิ่มอาหารธรรมชาติ โดยการใส่ปุ๋ย ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้วัว ปุ๋ยขี้ ไก่ ฯลฯ ต้องใส่ปุ๋ญก่อนปล่อยปลาอย่างน้อย 3 วัน ในอัตรา 2 ปีบต่อไร่ ต่อ 7 วัน โดยตัดหญ้าบนแปลงในระดับยอดหญ้าที่โผล่พ้นน้ำ แล้วทิ้งกระจายไว้ บนแปลงนา ตัดเพียงครึ่งหนึ่งของแปลง ครบ 15 วัน ตัดอีกครึ่งหนึ่ง สลับไปมา และรักษาระดับน้ำให้ท่วมหญ้าบนนาประมาณครึ่งเข่าตลอดเวลา หลังจากใส่ปุ๋ย คอก 4-5 ครั้ง แล้วตัดหญ้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าน้ำในแปลงมีสีใสมาก ให้ ใส่ปุ๋ยคอกต่อ

ปลาขนาด 5 เซนติเมตร ใช้เวลาเพียง 7-8 เดือน ถ้าปลาขนาด 10 เซนติเมตร ใช้ เวลาเลี้ยง 5-6 เดือน ส่วนการเลี้ยงลูกปลาจากพ่อแม่ปลาจะใช้ เวลา 10-11 เดือน จับขายได้

สูตรอาหรปลาสลิด
หมายเหตุ
ถ้าใช้แป้งจะได้อาหารในลักษณะเป็นผง แต่ถ้าใช้ปลายข้าวต้ม ก็จะได้อาหารเปียกต้องตากแดดจึงจะเก็บไว้ได้นานหากไม่ต้องการใช้แป้งหรือ ปลายข้าวให้เพิ่มรำเป็น 26 กิโลกรัม

วิธีการปล่อยลูกปลาสลิดลงเลี้ยง
เวลาที่เหมาะสมสำหรับการปล่อยปลาก็คือเวลาเช้าตรูหรือเวลาเย็น เพราะเวลาดัง กล่าวน้ำในบ่อไม่ร้อนจัดปลาที่ปล่อยลงไปจะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ และไม่ตายง่าย อัตรส่วนของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงประมาณ 5-10 ตัว ต่อเนื้อที่ ผิวน้ำ 1 ตารางเมตร เป็นอย่างมาก

การให้อาหาร อาหารที่ปลาสลิดชอบ คือ ตะไคร่น้ำ รำละเอียด หรือปลายข้าวต้มปนกับผักบุ้งที่หั่นแล้ว และปลวกอาหารของลูกปลาวัยอ่อนที่มีอายุ 7-12 วัน ให้ตะไคร่น้ำและไรน้ำเป็นอาหาร เมื่อลูกปลามีอายุ 21 วัน ถึง 1 เดือน ให้รำข้าวละเอียดต้มปนกับผักบุ้งที่หั่นละเอียด แหนสดและปลวกบ้าง (ผัก 1 ส่วน รำ 2 ส่วน) ต้มผักให้เปื่อยก่อนแล้วจึงเอารำลงไปเคล้าปั้นเป็นก้อนให้กินเพียงวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น โดยใส่อาหารบนแป้นที่อยู่ใต้ระดับน้ำ 1 คืบ อย่าให้อาหารเหลือข้ามวันจะทำให้น้ำเน่า ควรดีดน้ำเป็นสัญญาณปลาจะได้เคยชินและเชื่องด้วย

ฟันหญ้าบนแปลงในระดับยอดหญ้าที่โผล่พ้นน้ำแล้วทิ้งกระจายไว้บนบ่อปลา ตัดเพียงครึ่งหนึ่งของแปลงครบ 15 วัน ตัดอีกครึ่งหนึ่ง สลับไปมาและรักษาระดับน้ำให้ท่วมหญ้าที่ตัดหลังจากนั้นใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 2 ปี๊บต่อ 1 ไร่ ต่อ 7 วัน หลังจากใส่ปุ๋ยคอก 4 -5 ครั้ง แล้วตัดหญ้าเพียงอย่างเดียวแต่ถ้าน้ำในแปลงสีใสมากให้ใส่ปุ๋ยคอกอีกครั้ง
การเจริญเติบโตของปลา ถ้าปล่อยปลาที่มีขนาดโต 5 เซนติเมตร ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 7 – 8 เดือน ถ้าปล่อยปลาที่มีขนาดโต 10 เซนติเมตร ใช้เวลาเลี้ยง 5 – 6 เดือน ส่วนการเลี้ยงลูกปลาจากพ่อแม่ปลาจะใช้เวลา 10 – 11 เดือนถึงจะจับขายได้

การใส่ปุ๋ยในบ่อปลาสลิด
บ่อปลาบางแห่ง ปุ๋ยธรรมชาติในดินไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดจุลินทรีย์ ซึ่ง เป็นสัตว์ที่มีชีวิตเล็ก ๆ ในน้ำที่ลูกปลาใช้เป็นอาหาร จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย คอก ได้แก่ มูลโค มูลกระบือที่ตากแห้งแล้ว โรยปุ๋ยตามริมบ่อใน อัตรา 10 กิโลกรัมต่อเนื้อที่ 160 ตารางเมตร โดยปกติ ควรใส่ปุ๋ย คอก 2-3 เดือนต่อครั้ง การที่จะให้บ่อปลามีอาหารธรรมชาติอยู่เสมอนั้นให้นำ ปุ๋ยหมักไปกองไว้บริเวณริมบ่อด้านใดด้านหนึ่ง (ปุ๋ยหมักนี้จะใช้หญ้าสดที่ ดายทิ้ง กองอัดให้แน่นแล้วใส่ปุ๋ยคอกผสมลงไปด้านใดด้านหนึ่ง (ปุ๋ยหมักนี้จะ ใช้หญ้าสดที่ดายทิ้ง กองอัดให้แน่นแล้วใส่ปุ๋ยคอกผสมลงไปด้วย เพื่อให้หญ้า สดสลายตัวเร็วขึ้นจะช่วยเร่งให้เกิดจุลินทรีย์และไรน้ำต่าง ๆ เพื่อใช้เป็น อาหารของปลาสลิดต่อไป

วิธีการใส่ปุ๋ย
สำหรับการใส่ปุ๋ยต้องระวัง อย่าใส่มากเกินกว่าที่กำหนดไว้ เพราะอาจจะเกิดน้ำเขียวจัดหรือน้ำเสีย ถ้าเป็นช่วงที่ฟ้าครื้มไม่มีแดดติดต่อกันหลายวัน หรือมีการฟันหญ้าเพิ่มด้วย ทั้งนี้ให้หมั่นตรวจดูสีน้ำซึ่งมีกรรมวิธีทดสอบง่าย ๆ คือ ถ้าใช้มือกำแล้วหย่อนลงไปในน้ำระดับข้อศอก แล้วมองไม่เห็นกำมือควรรีบเติมน้ำเข้าหรือสูบน้ำในบ่อพ่นไปในอากาศ หากลูกปลายังมีขนาดเล็ก ต้องป้องกันมิให้ลูกปลาเข้าปลายท่อสูบน้ำ วิธีนี้เป็นการเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ในน้ำ

การปลูกพันธุ์ไม้น้ำในบ่อปลาสลิด
เนื่องจากตะไคร่น้ำเป็นอาหารจำเป็นสำหรับลูกปลาสลิดขนาดใหญ่ ดังนั้นในขณะ ที่กำลังตากบ่ออยู่เพื่อมิให้เสียเวลา ควรจะเตรียมการเพาะอาหารธรรมชาติ สำหรับปลาไปด้วย

พันธุ์ไม้น้ำในบ่อปลาสลิด
บ่อปลาสลิดควรปลูกพันธุ์ไม้น้ำเช่น ผักบุ้ง แพงพวย และผักกระเฉด เพื่อให้เหมาะสมกับนิสัยและความเป็นอยู่ของปลาสลิด กล่าวคือ พันธุ์ไม้น้ำแหล่งนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ปลาโดยใช้เป็นอาหารและร่มเงา แล้ว ยังเป็นที่สำหรับปลาได้วางไข่ในฤดูฝน (ระหว่างเดือนเมษายน-สิงหาคม) ปลาจะหาทำเลที่วางไข่ตามที่ตื้นและมีพันธุ์ไม้น้ำเพื่อก่อหวอดวางไข่ กิ่งใบและก้านจะเป็นสิ่งสำคัญในการยึดเหนี่ยวมิให้หลุดพลัดแตกกระจัดกระจาย ไป และเมื่อไข่ปลาฟักออกเป็นตัวแล้วก็จะเป็นที่ให้ลูกปลาได้อาศัยเลี้ยงตัว กำบังร่มเงา และหลบหลีกศัตรูได้เป็นอย่างดี สำหรับการปลูกพันธุ์ไม้น้ำดังกล่าว ควรจะปลูกตามบริเวณชานบ่อที่มีน้ำตื้น ๆ ซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นที่วางไข่ของปลาสลิดมากกว่าผักที่ ขึ้นอยู่กลางบ่อ

การเตรียมบ่อปลาและแปลงนาเพื่อเลี้ยงปลาสลิด
ถ้าเลี้ยงปลาเป็น อาชีพเสริมเนื้อที่ 1 ไร่ แต่ถ้าเป็นอาชีพหลักควรมีเนื้อที่ตั้งแต่ 10 ไร่ ขึ้นไป ในกรณีแปลงนาขนาดเล็กก็สามารถใช้แรงคนได้ โดยปักหลักและขึงเชือกเป็น แนวเขตคันดินและแนวเขตของคู (แนวเขตคันดิน คือฐานของดิน ซึ่งอย่างน้อย ต้องกว้างเท่ากับคูและควรห่างแนวเขตคู 1 ศอก ถากหน้าดิน หญ้า และกิ่งไม้ที่ เป็นคันออกให้หมด)
ต่อจากนั้นใช้พลั่วขุดแทงลงดิน แล้วดึงขึ้น แทงลงอีกข้างหนึ่งแล้วงัด ขึ้น ดินจะติดพลั่วขึ้นมา โยนดินไปไว้ในแนวเขตที่จะเป็นคันดิน ซึ่งจะพูนสูง ขึ้นเรื่อย ๆ และได้คูลึกตามที่ต้องการ ถ้าขุดล้อมนา 1 ไร่ จะเป็นความยาว คู 284 เมตร (7 เสัน 2 วา) คูกว้าง 1 วา ลึกครึ่งขา (75 เซนติเมตร) จะเป็น ดินที่ขุดขึ้นมา 336 นิ้ว (ลูกบาศก์เมตร) หากขุดคนเดียววันละคิว จะใช้ เวลา 168 วัน หรือจ้างคนขุดต้องใช้เงิน 16,800 บาท (ถ้าค่าแรงวันละ 100 บาท ) ทั้งนี้ ต้องระมัดระวัง คือ อย่าพยายามขุดให้ลึกกว่าครึ่งขาและอย่าเปิด หน้าดินให้มากนัก เพราะถ้า (ดินเปรี้ยว) เปิดหน้าดินมากและลึก น้ำจะเปรี้ยว มากและเปรี้ยวนานพร้อมกับทำทางน้ำเข้าออกด้วย

การเตรียมบ่อปลา
บ่อเลี้ยงปลาสลิดหรือแปลงนาปลาสลิด จะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูล้อมทุกด้านหรืออย่างน้อย 2 ด้าน คูต้องกว้างอย่างน้อย 1 วา และลึกอย่างน้อยครึ่งขา (75 เซนติเมตร) ความสูงของคันต้องกั้นน้ำท่วมได้ และฐานต้องกว้างกว่าหรือเท่ากับความกว้างของคู ควรมีชานบ่อกว้างอย่างน้อย 1 เมตร สำหรับให้ปลาวางไข่ บ่อขนาดเล็กที่สุดมีความกว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร ลึก 1.50 เมตร ถ้าอยู่ติดกับแม่น้ำลำคลอง ซึ่งมีทางระบายถ่ายเทน้ำได้สะดวกนับว่าเป็นทำเลดี โดยมีวิธีการเตรียมบ่อดังนี้
1. การใส่ปูนขาว บ่อที่ขุด ใหม่โดยทั่วไปแล้ว ดินมักจะมีสภาพเป็นกรด ควรใช้ปูนขาวโรยให้ทั่วบ่อ 1 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ 10 ตารางเมตร เพื่อแก้ความเป็นกรดของดินให้เจือจางลง น้ำก็จะเปลี่ยนแปลงสภาพไปจากธรรมชาติ คือรักษาความเป็นกลางหรือเป็นด่างเล็กน้อยไว้ได้ ซึ่งเป็นน้ำที่มีคุณสมบัติเหมาะสที่จะใช้เลี้ยงปลา คือ มีพีเอชอยู่ระหว่าง 6-7 การตรวจสอบน้ำจะชิมหรือตรวจด้วยกระดาษลิตมัส
2. การกำจัดสิ่งรก ถ้าเป็นบ่อเก่าที่ไม่เคยใช้เลี้ยงปลา ควรกำจัดวัชพืชต่าง ๆ ที่รกรุกรังในบ่อปลาให้หมด หากบ่อตื้นเขินไม่เหมาะแก่การเลี้ยงปลาควรสูบน้ำออกลอกเลน และตกแต่งพื้นบ่อให้มั่นคงแข็งแรง แล้วตากบ่อให้แห้งประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อให้แสงแดดช่วยฆ่าและกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ
สำหรับบ่อเก่าที่ไม่จำเป็นจะต้องลอกเลน หลังจากได้กำจัดสิ่งรกต่าง ๆ ในบ่อหมดสิ้นแล้ว ถ้ามีน้ำอย่างพอเพียงก็สามารถใช้เลี้ยงปลาได้ แต่ก่อนจะปล่อยพันธุ์ปลาลงเลี้ยง ควรใช้โล่ติ๊นฆ่าศัตรูต่าง ๆ ของปลาในบ่อให้หมดสิ้นเสียก่อน โดยใช้โล่ติ๊นสดหนัก 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร ทุบโล่ติ๊นให้ละเอียดแช่น้ำไว้ โล่ติ๊นสดหนัก 3 กิโลกรัม ใช้น้ำประมาณ 2 ปีบ ขยำเอาน้ำสีขาวออกหลาย ๆ ครั้งจนหมด แล้วนำไปสาดให้ทั่ว ๆ บ่อ ปลาต่าง ๆ ที่เป็นศัตรูจะเริ่มตายหลังจากที่ใส่โล่ติ๊นลงไปประมาณ 30 นาที จากนั้นจะตายต่อไปจนหมดบ่อที่ใส่โล่ติ๊น แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 7-8 วัน เพื่อให้พิษของโล่ติ๊นสลายตัวหมดเสียก่อน จึงนำพันธุ์ปลาสลิดปล่อยลงเลี้ยงต่อไป

ลักษณะการผสมพันธุ์และการขยายพันธุ์ของปลาสลิด
ลักษณะเพศ ปลา สลิดตัวผู้และตัวเมียมีความแตกต่างกัน ซึ่งสามารถสังเกตความแตกต่างอย่าง เห็นได้ชัดคือ ปลาตัวผู้มีลำตัวยาวเรียว สันหลัง และสันท้องเกือบเป็นเส้น ตรงขนานกัน มีครีบหลังยาวจรดหรือเลยโคนหาง มีสีลำตัวเข้มและสวยกว่าตัว เมีย ส่วนตัวเมียมีสันท้องยาวมนไม่ขนานกับสันท้องและครีบหลังมนไม่ยาวจนถึง โคนหาง สีตัวจางกว่าตัวผู้ ในฤดูวางไข่ท้องจะอูมเป่งออกมาทั้งสองข้าง อัตรา การปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาสลิด 1:1 เป็นปลาขนาดกลาง น้ำหนัก 10-12 ตัวต่อ กิโลกรัม ดีที่สุด

การผสมพันธุ์ปลาสลิดและการวางไข่
ปลาสลิด สามารถผสมพันธุ์แลวางไข่ได้เมื่อมีอายุ 7 เดือน ขนาดโตเต็มที่โดยเฉลี่ยจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 6-7 นิ้ว หนัก 130-400 กรัม ปลาสลิดจะเริ่มวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม หรือในฤดูฝน แม่ปลาตัวหนึ่ง ๆ จะสามารถวางไข่ได้หลายครั้ง แต่ละครั้งจะได้ปริมาณไข่ประมาณ 4,000-10,000 ฟอง ในฤดูวางไข่ ท้องแม่ปลาจะอูมเป่งออกมาทั้งสองข้าง ลักษณะของไข่ปลาสลิดมีสีเหลือง ทั้งนี้ ควรจัดที่ให้ปลาสลิดวางไข่ภายในเดือนมีนาคม โดยหลังจากที่ได้กำจัดศัตรู ระบายน้ำเข้า และปล่อยพันธุ์ปลาลงบ่อแล้ว ควรปลูกผักบุ้งรอบบริเวณชานบ่อ น้ำลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร ปลาสลิดจะเข้าไปก่อหวอดวางไข่ และลูกปลาวัยอ่อนจะสามารถเลี้ยงตัวหลบหลีกศัตรูตามบริเวณชานบ่อนี้ได้

การจัดการบ่อเพาะพันธุ์ปลาสลิดเพื่อให้ลูกปลามีอัตรารอดสูง
1. ระบายน้ำเข้าบ่อ ผ่าน ตะแกรงที่มีช่องตาขนาด 1 มิลลิกรัมจนท่วมชานบ่อโดยรอบให้มีระดับสูง 20-30 เซนติเมตร ปลาจะเข้าก่อหวอดวางไข่มากขึ้น อาณาเขตบ่อก็จะกว้างขวางกว่าเดิมเป็นการเพิ่มที่วางไข่ และที่เลี้ยงตัวลูกปลามากขึ้น
2. สาดปุ๋ยมูล โคและมูลกระบือแห้งบนบริเวณชานบ่อที่ไขน้ำท่วมขึ้นมาใหม่ตามอัตราการใส่ปุ๋ย จะทำให้เกิดไรน้ำและผักบนชานบ่อเจริญงอกงามขึ้นอีกด้วย
3. ปล่อยให้ผักขึ้นรกในบริเวณชานบ่อ ผักเหล่านี้ปลาสลิดจะใช้ก่อหวอดวางไข่ และเป็นกำบังหลบหลีกศัตรูของลูกปลาในวัยอ่อนจนกว่าจะแข็งแรงเอาตัวรอดได้

การวางไข่
ก่อนปลาสลิดจะวางไข่ ปลาตัวผู้จะเป็นฝ่ายเตรียมการเลือกสถานที่ และก่อหวอดซึ่งเป็นฟองน้ำละลายไว้ในระหว่างต้นผักบุ้งโปร่งไม่หนาทึบเกินไป เช่นเดียวกันปลากัด ปลากริมและปลากระดี่ ปกติปลาสลิดตัวเมียจะชอบวางไข่ในที่ร่มมากกว่ากลางแจ้ง
เมื่อเตรียมหวอดเสร็จแล้ว ปลาก็จะเริ่มผสมพันธุ์กันโดยตัวผู้จะเริ่มไล่ต้อนตัวเมียเข้าใต้บริเวณหวอด และรัดท้องตัวเมียให้ไข่ออกแล้วปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสมกับไข่ จากนั้นปลาตัวผู้จะอมไข่เข้าใต้หวอด ไข่จะลอยติดอยู่ที่หวอด
นอกจากการเพาะพันธุ์ปลาสลิดในบ่อแล้ว ยังเพาะในภาชนะได้อีกวิธีหนึ่งคือ ใช้ถังทรงกลมปากกว้าง 1.50 เมตร ยาว 3 เมตร ลึก 60 เซนติเมตร น้ำลึกประมาณ 40 เซนติเมตร วางไว้กลางแจ้ง โดยทำเป็นเพิงคลุมถังประมาณ 2 ใน 4 ของถังเพื่อกำบังแดดใช้ผักบุ้งลอยไว้ 3 ใน 4 ของถัง แล้วปล่อยแม่ปลาที่กำลังมีไข่แก่ 10 ตัว ตัวผู้ 10 ตัว หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาเพียง 4-6 วัน ปลาสลิดจะเริ่มก่อหวอดวางไข่ ไข่ปลาจะฟักเป็นตัวและเติบโตเช่นเดียวกับการเพาะฟักในบ่อดิน จากนั้นให้ช้อนพ่อแม่ปลาออกแล้วเลี้ยงลูกปลาไปแ่กนโดยให้ไข่ผงหรือไรน้ำเป็น อาหาร 2 สัปดาห์ จึงให้รำผงละเอียดจนกว่าลูกปลาจะมีขนาดยาว 2 เซนติเมตร เพื่อปล่อยลงบ่อเลี้ยงต่อไป หรือจะนำหวอดไข่จากบ่อเพาะเลี้ยงมาฟักในถังทรงกลมก็จะช่วยให้ลูกปลาสลิดมี ชีวิตรอดเป็นจำนวนมากกว่าที่จะปล่อยให้เจริญเติบโตในบ่อเพาะเลี้ยงเอง เพราะในบ่อมักมีศัตรูปลาสลิดอยู่ เช่นแมลงในน้ำ กบ งู ปลากินเนื้อ ซึ่งจะคอยทำลายไข่และลูกปลา อัตราลูกปลาจะรอดน้อยกว่าการนำพ่อแม่พันธุ์มาเพาะในภาชนะ

การฟักไข่
ไข่ปลาสลิดจะเริ่มฟักเป็นตัวภายในเวลา 24 ชั่วโมง และทยอยฟักเป็นตัวภายในเวลา 48 ชั่วโมง ไข่ที่ไม่ได้รับการผสมจะเป็นราสีขาว ไม่ออกเป็นตัว ลูกปลาที่ออกจากไข่ใหม่ ๆ จะมีถุงอาหารติดอยู่ที่ท้อง และยังไม่กินอาหารโดยจะไม่กินประมาณ 7 วัน เมื่อถุงอาหารยุบหมด ลูกปลาจึงเริ่มกินอาหาร ซึ่งจะสังเกตเห็นลูกปลา ขึ้นเหนือน้ำในตอนเช้าตรู่ ลักษณะคล้ายฝนตกลงน้ำหยิม ๆ

You can leave a response, or trackback from your own site.