ทับทิม

การปลูกทับทิมเชิงพาณิชย์ให้ประสบความสำเร็จ หลาก หลายสาระเกี่ยวกับ “ทับทิม” จาก ดร. ไพรัตน์ ไชยนอก ดร.ไพรัตน์ ได้แนะนำว่า ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ปลูกทับทิมไม่สำเร็จ หรือต้นทับทิมออกดอกติดผลไม่ดกเท่า ที่ควรนั้น เกิดจาก
เคล็ดลับการปลูกทับทิมเชิงพาณิชย์ให้ประสบความสำเร็จ :
ปลูกตามตะวัน
จากประสบการณ์ ดร.ไพรัตน์ ได้แนะนำว่าปัญหาที่คนส่วนใหญ่ปลูกทับทิมไม่สำเร็จ หรือต้นทับทิมออกดอกติดผลไม่ดกเท่าที่ควรนั้น เกิดจากเรื่องการได้รับแสงของต้นซึ่งเป็นพืชที่มีลักษณะการเจริญเติบโตเร็ว ออกดอกติดผลตลอดเวลา จะต้องการแสงมากเป็นพิเศษ การปลูกทับทิมโดยให้แถวยาวจากทิศเหนือไปทิศใต้หรือเรียกว่าปลูกขวางตะวัน นั้น การปลูกแบบนี้จะส่งผลให้ทับทิมศรีปัญญามักมีการออกดอกติดผลมากเพียงด้าน เดียว จึงแนะนำคนที่จะปลูกทับทิมศรีปัญญาควรปลูกให้แถวของทับทิมยาวจากทิศตะวันออก ไปทิศตะวันตกหรือปลูกตามตะวันจึงจะออกดอกติดผลทั่งทั้งต้น

ระยะปลูกจะต้องห่างพอสมควร

ระยะปลูกที่แนะนำคือ ระยะระหว่างต้น 4 เมตร ระยะระหว่างแถว 7 เมตรค่อนข้างเหมาะสมที่สุดเพราะ หนึ่ง เครื่องจักรหรือรถไถเข้าไปทำงานได้สะดวก สอง ลดการสะสมของ ”เชื้อรา” ที่มีปัญหาของการปลูกทับทิม เนื่องจากระยะปลูกที่ห่างต้นทับทิมพุ่มไม่ชิดหรือชนกันนั้น อาการหรือลมก็ถ่ายเทแสงสว่างส่องได้ทั่วถึง ภายในทรงพุ่มก็ค่อนข้างแห้งจึงไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อรา เมื่อเชื้อราน้อยก็ลดการใช้สารป้องกัยและกำจัดเชื้อราเป็นจำนวนมาก
หากเกษตรกรปลูกระยะถี่ได้จำนวนต้นมากก็จริง แต่เมื่อต้นทับทิมโตไม่กี่ปีทรงพุ่มจะชนกัน มีใบหนาทึบ ส่งผลต่อการที่จะต้องมาตัดแต่งทรงพุ่ม ซึ่งบางครั้งก็เกิดความเสียหาย ไม่กล้าที่จะตัดแต่งมากด้วยซ้ำ อย่างที่กล่าวทับทิมศรัปัญญาเป็นพืชที่ชอบแสง หากทรงพุ่มแน่นทึบ ทรงพ่มระหว่างต้นชนกัน ก็ส่งผลให้บริเวณนั้นไม่ออกดอกติดผลเช่นกัน

ลดต้นทุนปุ๋ยเคมี ด้วยการใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก

การปลูกทับทิมในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 500 ไร่ นั้น เรื่องการจัดการเรื่องปุ๋ยจึงเป็นสิ่งสำคัญมากหากใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลักหรือ ใช้ในสภาวะปุ๋ยเคมีมีราคาสูงแถมยังพบปัญหาปุ๋ยเคมีปลอมหรือปุ๋ยเคมีมาตรฐาน ต่ำบ้าง เกษตรกรจะยิ่งแย่ แต่สวนเทพพิทักษ์จะเน้นใช้ปุ๋ยทางดินซึ่งเป็น “ปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์” เป็นหลัก

** ประมาณ 80% ของปริมาณการใช้ปุ๋ยทั้งหมด ปุ๋ยคอกนั้นจะเลือกใช้ปุ๋ย “ขี้หมู” ซึ่งจะเลี้ยงหมูไว้เองแล้วนำขี้หมูที่ได้จากการล้างคอกหมูมาตักราด บริเวณพุ่มทับทิมได้เลย สังเกตดูพบว่าหลังจากต้นทับทิมได้ปุ๋ยขี้หมูไปแล้วทับทิมใบจะใหญ่ แตกใบใหม่ ใบเขียวเป็นมัด ตอบสนองต่อปุ๋ยคอกได้ดีมาก หากทำสวนใหม่ห่างไกลแหล่งชุมชนและกลิ่ยนขี้หมูไม่รบกวนชาวบ้านใกล้เคียง ก็อยากจะแนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงหมูเพื่อให้ขี้หมูเป็นปุ๋ยคอก เมื่อคิดจำนวนแล้วจะประหยัดต้นทุนมากกว่า หากเกษตรกรซื้อปุ๋ยคอกมาใช้ควรเป็นคอกสัตว์จากชาวบ้านเลี้ยง หากเป็นฟาร์มใหญ่มักจะมีการใช้ยาฆ่าเชื้อเพื่อดับกลิ่นเหม็นหรือฆ่าเชื้อโรค ต่างๆ ฟาร์มใหญ่จะใช้สารพวกโซดาไฟมาฉีดพ่นเพื่อฆ่าเชื้อและดับกลิ่น โซดาไฟที่อยู่ในปุ๋ยคอกเมื่อนำมาใช้จะส่งผลเป็นพิษต่อรากพืชจะต้องระวังการ ใช้ป๋ยอีก 20% เป็นการใช้ปุ๋ยเคมี เช่น สูตร 8-24-24 เพื่อสะสมเตรียมต้นก่อนการออกดอก และปุ๋ยทางใบเพื่อเพิ่มความสมบรูณ์

ยา “โปรฟิโนฟอส” ฉีดพ่นทับทิมไม่ได้

โปรฟิโนฟอส เป็นยาป้องกันกำจัดแมลงที่ออกฤทธิ์ฆ่าแมลงได้กว้างทั้งกลุ่มเพี้ยไฟ ไร หนอน และแมลงต่างๆ ในไม้ผลจึงเป็นสารเคมีอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ทางการเกษตร แต่ถ้านำฉีดพ่นให้กับต้นทับทิม ผลตือใบทับทิมจะไหม้และร่วงหมดต้นเลยทีเดียว ต้องระวังและควรจะต้องรู้ หากจะใช้ยาฉีดเพื่อป้องกัยเพี้ยไฟหรือแมลงศัรตูอื่นๆให้เลือกใช้ยา โกลแจ็กช์, ไฟท์ช็อค, แบนโจและโปรวาโด เป็นต้น ยา “คลอไพรีฟอส” ที่เกษตรกรมักนำมาฉีดเพื่อกำจัดเพี้ยหอยในทับทิมเองใช้ได้แต่ต้องใช้อัตรา ต่ำๆหากใช้ปริมาณสูงก็จะส่งผลให้ใบทับทิมร่วงเช่นกัน โดยทางที่ดีเปลี่ยนไปใช้ไว้ท์ออยล์บวกกับแบนโจจะฆ่าเพี้ยหอยได้ดีกว่า

การใช้สารกำจัดวัชพืชในทับทิม

ในทับทิมสามารถใช้สารกำจัดวัชพืชได้ทุกตัวอย่างในท้องตลาดก็จะมีกลุ่มไกลโฟ เสท ที่เป็นสารกำจัดวัชพืชทำลายได้ทั้งชนิดใบกว้างและใบแคบรวมทั้งกก ใช้ฉีดพ่นทางใบพืชจะดูดซึมเข้าไปส่วนต่างๆ อย่างช้าๆ และเห็นผลชัดในสัปดาห์ที่ 3 และกลุ่มพาราควอตจัดเป็นกลุ่มสัมผัสตายไม่ว่าจะเป็นพืชใบกว้างหรือใบแคบก็ ตาม ออกฤทธิ์ทำลายได้เร็วมาก ฉีดในขณะแดดจ้าต้นวัชพืชจะแสดงอาการในเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง เลยทีเดียว ขณะฉีดพ่นควรระวังอย่างใช้ละอองสารเคมีสัมผัสกับต้นทับทิม แนะนำให้ใช้กระสอบปุ๋ยครอบต้นทับทิมเอาไว้พอฉีดเสร็จสัก 2-3 ชั่วโมงจึงดึงเอากระสอบปุ๋ยออก ซึ่งทับทิมจะมีการกำจัดวัชพืชในช่วงต้นเล็กอยู่เท่านั้น

พอต้นทับทิมโตหญ้าวัชพืชต่างๆ ก็จะน้อยตาม อย่างสวนเทพพิทักษ์นั้นจะใช้พาราควอตรวมกับเกลือเม็ดที่ราคาถูกกว่ายาฆ่า หญ้า เพื่อลดต้นทุนยาฆ่าหญ้า เช่นใช้พาราตควอต 7 ลิตร จะซื้อพาราควอตมาเพียง 5 ลิตร อีก 2 ลิตรจะซื้อเกลือเม็ดมา 2 กิโลกรัม มาผสมก็ได้ผลดี ประหยัดค่ายาฆ่าหญ้าได้อีก ซึ่งการใช้เกลือมาฉีดวัชพืชนั้น ชาวม้งเขาใช้เกลือเพียงอย่างเดียวฉีดในนาข้าวของเขามานานแล้ว วัชพืชตายข้าวจะเหลือง แต้ไม่นานข้าวก็จะกลับมาเขียวเหมือนเดิม เพราะจริงแล้วยาฆ่าหญ้านั้นก็มีสูตรเคมีที่ป็นกลุ่มของเกลือเช่นกัน

ทับทิมผลแตกแก้ไขอย่างไร ทับทิมผลแตกมีอยู่ 2 สาเหตุ คือ

1.) ผลโดนทำลายด้วยเชื้อรา “แอนแทรคโนส” เมื่อ ผลมีการเจริญเติบโตอย่างต่เนื่อง แต่ผิวที่ผลเป็นแผลไม่สามารถขยายได้ จะทำให้ผลทับทิมแตก วิธีป้องกันแอนแทรคโนสนั้น จะต้องหมั่นฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา กลุ่มยาฆ่าเชื้อราที่ใช้ได้ เช่น คอปเปอร์ออกช์คลอไรด์จะใช้ฉีดช่วงที่ต้นไม่มีดอก. คาร์เบนดาซิมสามารถฉีดได้ทุกช่วงระยะหากรุนแรงมากจะใช้ “สารโวเฟ่น” ฉีดพ่นโดยเฉพาะช่วงงดอกและติดผลอ่อน ต้องระวังเฝ้าสังเกตโรคให้ดี แต่วิธีแก้ไขเชื้อราท่ดีที่สุด เรื่อง “การจัดการแสงลม” นั่นคือ ระยะปลูกที่ไม่ชิดกันจนเกินไป
2.) ผลทับทิมโดนแดดเผาหรืออาการซันเบิร์น ผลทับทิมหากโดนแดดมากๆ อาจมีบ้างที่พบอาการแดดเผา ผิวเปลือกทับทิมจะด้าน ไม่สามารถขยายผลได้ต่อเมื่อได้น้ำฝนดีหรือได้ปุ๋ยเร่งก็จะทำให้ผลแตก หรือร่วงหล่นได้ แต่ด้วยข้อดีของทับทิมสายปัญญาผลทับทิมจะใหญ่ ดังนั้นผลมักจะห้อยตกอยู่ในทรงพุ่มจึงไม่ได้โดนแดดโดยตรง แต่หากทับทิมสายพันธุ์อื่นก็อาจจะทำการห่อผลด้วยกระดาษห่อผลไม้หรือถุงห่อ ในช่วงอายุครึ่งหนึ่งของการเก็ยเกี่ยวยกตัวอย่างพันธุ์ศรีปัญญามีอายุการ เก็บเกี่ยวตั้งแต่ระยะดอกระฆัง จะเก็บขายได้ จะใช้เวลาประมาณ 95 วัน ควรห่อผลช่วงอายุสัก 40-45 วันหรือขนาดเท่าผลส้มก็จะช่วยลดอาการแดดเผาได้

ฮอร์โมนมีราคาแพง มาใช้ 2,4-D เพื่อลดต้นทุน

สาร 2,4-D โดยมากจะรู้จักกันในการใช้เป็นยาฆ่าหญ้าชนิดหนึ่ง ที่จะเลือกทำลายเฉพาะวัชพืช ใบกว้าง เช่น โสน, เซ่ง, ผักบุ้ง, ผักปอดนา, กก ฯลฯ แต่จริงแล้ว 2,4-D จัดเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สังเคราะห์ขึ้นมา หากนำมาใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและเล็กน้อยช่วยในเรื่องการแบ่งตัวของเซลล์, ขยายขนาดของใบ ป้องกัยผลร่วงหรือทำให้ผลร่วงซึ่งขึ้นอยู่กับความเข้มข้นที่ใช้ เช่น ใช้ในความเข้มข้นสูง ก็ทำให้พืชตายจึงใช้เป็นสารกำจัดวัชพืชได้ สวนเทพพิทักษ์จะผสม 2,4-D ประมาณ 5 ไม้แคะหูพูนตักต่อน้ำ 200 ลิตร ผสมฉีดพร้อมกับปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้เลย แต่ ดร.ไพรัตน์ ย้ำไว้ก่อนเลยว่า การนำ 2,4-D มาใช้ข่อนข้างอันตรายมากกับพืช ผู้ใช้ควรมีความชำนาญ ความรู้จังหวะการใช้ จึงไม่แนะนำให้ใครทำตาม แต่การทำทับทิมสายปัญญาลดต้นทุนเรื่องซื้อฮอร์โมนไปได้มาทีเดียว

”ทับทิมคั้นน้ำสด” อนาคตไกล จัดการสวนได้ง่ายมาก

ปัจจุบันการผลิตหรือปลูกทับทิมศรีปัญญาของสวนเทพพิทักษ์เปลี่ยนไป แต่เดิมมุ่งผลิตเพื่อจำหน่ายผลสดจึงต้องรับภาระในการจัดการเรื่องทั้งควบคุม คุณภาพและผลผลิตให้ผิวสวยและรสชาติที่ดี เรื่องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น เอาไปห่อผล การเก็บเกี่ยวที่ช้ามากเพราะต้องการความปราณีต ไม่ให้ผลทับทิมช้ำหรือผลตกพื้น ในทุกขั้นตอน หากผลทับทิมตกดินช้ำก็จะทำให้ผลทับทิมเน่าตรงบริเวณที่ตกกระแทก แม้จะไม่เน่าทั้งผลก็ตาม แต่ตอนนี้ที่สวนทำน้ำทับทิมการเก็บเกี่ยวจึงไม่ต้องระมัดระวังมาก เพราะจะต้องทำการคั้นน้ำให้หมดทั้งเปลือกภายในวันนั้นเลย

** ขั้นตอนการคั้นน้ำทับทิมศรีปัญญา ** เมื่อเก็บเกี่ยวน้ำทับทิมมแล้ว ผลทับทิมจะถูกนำมาผ่าเป็น 4 ส่วน แล้วล้างน้ำในอ่างขนาดใหญ่ที่มีน้ำสะอาด โดยน้ำสะอาดจะต้องผสมเกลือ ½ กิโลกรัมต่อน้ำ 500 ลิตร การล้างทับทิมนั้นจะต้องล้างจนสังเกตเห็นว่าน้ำล้างสะอาด ใส ไม่เป็นสีชาเลย ก็จะนำมาพักจนทับทิมสะเด็ดน้ำแล้วนำมาบีบคั้นด้วยเครื่องบีบคั้นน้ำที่ซื้อ มาในราคา 60,000 บาท สามารถคั้นน้ำทับทิมสดได้ 4-5 ตันต่อวัน การบีบคั้นน้ำนั้นจะนำทับทิมที่ล้างสะอาดใส่ถุงแรงดันที่มีคุณสมบัติเหนียว ยืดหยุ่นได้ดีการบีบคั้นเอาน้ำทับทิมนั้น หากจำหน่ายในประเทศจะทำการบีบซ้ำเพียงสองครั้งเท่านั้น แต่หากต้องการความฝาดของเปลือกทับทิม ก้จะทำการบีบคั้ค 3 ครั้ง ซึ่งตลาดต่างประเทศจะนิยม ผลทับทิม 100 กิโลกรัม จะบีบคั้นน้ำได้ราว 45 ลิตร

** การจำหน่ายน้ำทับทิม ** ปัจจุบัน สวนเทพพิทักษ์ขายให้ห้างสยามพารากอนและเดอร์มอลล์ กรุ๊ป มีบูทอยู่ที่นั่น โดยเมื่อบรรจุขวดขนาด 150 ซีซี จำหน่ายที่นั่นขวดละ 60 บาท โดยทางสวนจะส่งน้ำทับทิมที่บรรจุในแกลลอน 5 ลิตร แช่แข็งจนกลายเป็นน้ำแข็งส่งเข้าไปยังกรุงเทพฯ โดยราคาขายยกแกลอน 5 ลิตรนั้น จะจำหน่ายที่ 2,500 บาทเลยทีเดียว อนาคตจะมีการขยายไปยังต่างประเทศ หากผลผลิตมีเพียงพอหรือมากกว่านี้ โดยตลาดต่างประเทศมีความต้องการน้ำทับทิมสดเช่นกัน ทั้งในรูปทับทิมสดแช่แข็ง สเตอร์ริไลท์, ฟีซดาย ไล่เอาน้ำออกจนกลายเป็นผงเพื่อนำไปบรรจุแคปซูลเป็นต้น พฤติกรรมของมนุษย์ในยุคปัจจุบันต้องการกินหรือดื่มอาหารเพื่อสุขภาพ

ทับทิมทุกส่วนมีราคาและคุณค่า

“ชาดอกทับทิม” เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์จากทับทิมศรีปัญญษ เนื่องจากเมื่อช่วงที่ทับทิมออกดอก ดอกทับทิมศรีปัญญาจะมีเยอะมาก หากปล่อยทิ้งไว้มันก็จะเกิดการร่วงหล่นเอง หริอติดดอกเป็นผลเล็กๆ แต่ไม่นานผลก็จะร่วงหล่นเองเนื่องจากอาหารไปเลี้ยงไม่เพียงพอ จึงคิดว่าทำอย่างไรไม่ให้ดอกทับทิมจึงไม่เสียเปล่า ในช่วงดังกล่าวจะใช้แรงงานเข้าไป คัดเลือกดอกที่สมบรูณ์ไว้ ส่วนดอกที่มีท่อน้ำเลี้ยงเล็กหรือก้านขั้วดอกเล็กนั้นเอง ให้ตัดเอามาทำชาดอกทับทิมเลย นำมาหั่นฝอยโดยเครื่องสไลด์ที่ ดร.ไพรัตน์ ติดประดิษฐ์ขึ้นมาเองตากแดดให้แห้งกรอบ ก็สามารถไปชงหรือบรรจุพร้อมดื่ม ชาดอกทับทิมจะลดอาการท้องอืด อาการไม่ย่อยป้องกันการอักเสบในลำไส้ใหญ่ ล้างไต ลดไขมัน ลดน้ำตาล โดยชาดอกทับทิม 1 ขีดจะจำหน่ายในราคา 50 บาท สามารถนำไปชงผสมน้ำได้มากถึง 35 ลิตร เมื่อนำไปสเตอร์รีไรซ์กรอกขวดขาย สีน้ำจะแดงสวยมาก ขายดีมากสำหรับน้ำดอกทับทิม และชาดอกทับทิมตากแห้ง ส่วน “ผลอ่อน” ก็ขายได้จะมีหมอยาจีนเอาไปเข้าเครื่องยา “กาฝาก” ก็เหมือนกันจะซื้อไปเข้าเครื่องยาจีน

ผลไม้ทำเงินในอนาคตที่สนใจ

ดร.ไพรัตน์ เล่าว่า ขณะที่สวนเทพพิทักษ์มองพืชเพิ่มอีก 2-3 ตัว คือ อโวกาโด อ้อย และทับทิมเมล็ดนิ่มพันธุ์ “ศรีปัญญา” โดยดูแนวโน้มตลาดดี ราคาจูงใจ จัดการไม่ยุ่งยาก

ตัวที่ 1. ทับทิมเมล็ดนิ่ม พันธุ์ “ศรีสยาม” เป็น ทับทิมที่ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างทับทิมศรีปัญญากับทับทิมสเปน คัดเลือกจนได้ทับทิมที่มีเมล็ดนิ่ม เนื้อมีสีแดงแต่ไม่แดงจนดำเหมือนพันธุ์ศรีปัญญา ต้นมีความทนต่อสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับศรีปัญญา คือพันธุ์ทับทิมที่ดีต้องไม่อ่อนแอ ดูว่าทับทิมพันธุ์ใดอ่อนแออย่างไร คือใบมักจะร่วงง่าย เป็นแอนแทรคโนสง่าย เป็นต้น รสชาติน้ำทับทิมศรีสยายจะหวานมาก หวานกว่าศรีปัญญา ตอนนี้จึกนำไปเป็นส่วนผสมกับน้ำทับทิมศรีปัญญา เพื่อเพิ่มความหวานโดยอัตราผสมน้ำทับทิมศรีปัญญา 5 แกลอนผสมกับน้ำทับทิมศรีสยาย 1 แกลอน ตอนนี้น้ำทับทิมเมล็ดนิ่มพันธุ์ “ศรีสยาม” ขยายปลูกแล้วประมาณ 50 ไร่

ตัวที่ 2. คือ “อโวกาโด” เป็นไม้ผลที่ มีความน่าสนใจมาก คือ มันปลูกง่ายและโตเร็ว สามารถออดอกติดผลได้ในอายุเพียง 2.5-3 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วย ในตอนนี้ลงปลูกฉซมในสวนน้อยหน่า ในระยะปลูก 8*8 เมตร อาโวกาโดอายุได้ 2 ปีแล้ว ไม่นานก็จะต้องตัดเอาน้อยหน่าออก อโวกาโดนั้นไม่จำเป็นต้องเตรียมแปลงใหม่เลย เรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชน้อยมาก ไม่ต้องการสารเคมีอะไรมากมาย ต้นมีขนาดใหญ่ พุ่มใหญ่ ติดผลมาก ขนาดผลอโวกาโดจะมีขนาดสองผลต่อกิโลกรัม ราคาจำหน่ายขณะนี้ในห้างสรรพสินค้ากิโลกรัมละ 80 บาทเลยทีเดียว ราคาจูงใจมากถามว่าอโวกาโดอร่อยไหม คงไม่อร่อย แต่มันถือเป็นผลไม้สุขภาพที่คนมีความต้องการบริโภค นอกจากตักทานสดแล้ว ส่วนหนึ่งคนจะซื้อไปพอกหน้า หรือ ในอนาคต อโวกาโดจะถูกนำไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เช่น เป็นส่วนผสมของแชมภู, สบู่ เป็นต้น

ตัวที่ 3. คือ “พืชเอทานอล” ตอนนี้ สวนเทพพิทักษ์เช่าที่เพื่อปลูกอ้อยไปแล้วราว 600 ไร่ ปลูก 1 ปี อ้อยก็จะตัดได้ปีละ 1 ครั้งนานราว 3-4 ปีต่อการปลูก 1 ครั้ง ตลาดที่รองรับแน่นอนทั้งทำน้ำตาลหรือโรงงานผลิตเอทาเนล แต่พืชอื่นอย่างเช่น ยางพาราต้องรอเวลานานถึง 7 ปี จะกรีดได้ ซึ่งระหว่างรอยางจะกรีดอาจจะปลูกพืชล้มลุกแซมสวนยางได้เพียง 4 ปีเท่านั้น แต่หากต้นยางอายุ 4 ปีขึ้นไป พื้นที่ก็จะร่มจนไม่สามารถปลูกพืชอะไรได้ เกษตรกรที่ปลูกยางก็ต้องสายป่านยาวคือ มีเงินลงทุนเพื่อรอกรีดยางอีก 3 ปี นี่คือจุดอ่อนของการปลูกยาง, ส่วนมันสำปะหลังก็ดี แต่ก็ต้องปลูกปีต่อปี, ปาล์มน้ำมันก็รอประมาณ 3 ปี แต่ก็เหมาะกับพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่เท่าที่ปลูกได้ในสวนเทพพิทักษ์ปาล์มก็มีการเจริญเติบโตได้ดี แต่การให้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร ในขณะนี้ “อ้อย” มีความน่าสนใจที่สุด


“เด่นตะวัน” สุดยอดทับทิมเมล็ดนิ่ม จากประเทศอินเดีย
ใน อนาคต ”ทับทิม” จะเป็นไม้ผลที่มีเกษตรกรไทยขยายพื้นที่ปลูกในเชิงพาณิชย์กัน มากขึ้น เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะส่งเสริมให้ บริโภคในรูปแบบของอาหารและยา ปัจจุบันผู้หญิงญี่ปุ่นนิยมบริโภคน้ำทับทิมกัน อย่างกว้างขวางโดยเชื่อว่าจะช่วยปรับสมดุลย์ในร่างกาย และเป็นผลไม้สารแอ นตี้ออกซิแด๊นท์ปริมาณมาก แต่การปลูกทับทิมพันธุ์ในบ้านเราล้มลุกคลุกคลานมา ตลอด เนื่องจากหาสายพันธุ์ที่เหมาะสมไม่ได้ ได้มีความพยายามที่จะพัฒนาสาย พันธุ์ทับทิมทั้งภาคเกษตรกรและภาคราชการ โดยเฉพาะในส่วนของราชการได้มีการ วิจัยเกี่ยวกับการผสมพันธุ์ทับทิมเพื่อค้นหาสายพันธุ์ที่เหมาะสม ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะต้องรอเวลาอีกระยะเวลาหนึ่งกว่าจะส่งเสริมและเผย แพร่ให้เกษตรกรได้ปลูก

**แหล่งผลิตทับทิมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอยู่ที่ ประเทศสเปน คนไทยพยายามนำเมล็ดทับทิมจากประเทศนี้มาเพาะเพื่อจะขยายพันธุ์จากนั้นแต่ก็ ยังหาพันธุ์ที่เหมาะสมไม่ได้ หลายคนยังไม่ทราบว่าอินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่งมีการปลูกทับทิมเป็นจำนวนมาก และมีสายพันธุ์ที่ดีไม่แพ้ชาติใดในโลก

จุดเริ่มต้นของการปลูกทับทิมเด่นตะวันในประเทศไทย :
คุณสุชาติ ศรีเลอจันทร์ บ้านเลขที่ 86/30 หมู่ 5 ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม ได้กิ่งตอนของทับทิมดีจากประเทศอินเดียมาทดลองปลูกที่ จ.นครปฐม ผลปรากฎว่าต้นหนึ่งมีการเจริญเติบโตเร็วมาก ปลูกไปได้เพียงปีเศษเริ่มออกดอกและติดผลโดยพบลักษณะเด่นตรงที่ดอกมีสีแดง เข้ม ติดผลดกมากเมื่อผ่าดูลักษณะภายในพบว่ามีสีแดงสดมีผลรสชาติอร่อยมากมีเนื้อ หุ้มเมล็ดมากและกินได้ทั้งเมล็ด (ถึงแม้ว่าเมล็ดจะไม่นิ่มเท่ากับทับทิมสเปนก็ตาม) แต่เมื่อนำไปคั้นเป็นน้ำทับทิมได้สีแดงจัดและได้ชื่อพันธุ์ว่า “เด่นตะวัน” ที่สำคัญทับทิมสายพันธุ์ดีสามารถปลูกและได้ผลผลิตได้ดีใน จ.นครปฐม นั่นแสดงให้เห็นว่าไม่เลือกพื้นที่ปลูก ปลูกได้ในพื้นที่ทั่วประเทศซึ่งปกติแล้วการปลูกทับทิมให้ผลผลิตและคุณภาพดี จะต้องเป็นพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล

การปลูกทับทิมเด่นตะวันเชิงพาณิชย์

ในเรื่องของการปลูกทับทิมเด่นตะวันในเชิงพาณิชย์ใช้ระยะปลูก 3*3 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 150 ต้น ช่วงสำคัญในการบำรุงรักษาทับทิม คือ ช่วงของการห่อผล คุณสุชาติได้แนะนำให้ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ขณะที่ผลทับทิมมีขนาดใหญ่เท่ากับลูกมะนาวแก่ การห่อผลคือการบ่มผิว จะแกะกระดาษหนังสือพิมพ์ออกก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 10-15 วัน เพื่อให้ผิวได้สัมผัสกับแสงแดดจะได้ผลที่มีสีแดง ทับทิมพันธุ์นี้มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 120 วัน หลังจากดอกบาน สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่เริ่มปลูกทับทิมหลังจากที่ปลูกทับทิมไปแล้ว 2 อาทิตย์ ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 อัตรา 1 ช้อนแกงร่วมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า ใส่ให้เดือนละ 1 ครั้ง เมื่อต้นทับทิมเริ่มออกดอกและให้ผลผลิตเปลี่ยนมาใช้สูตรเสมอ 16-16-16

*** ในอนาตคทับทิมจะเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีอนาคตและเป็นผลไม้แปลกของบ้านเราที่ คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน และเป็นผลไม้ที่ผลิตแบบปลอดสารพิษได้เพราะใช้สารปราบศัตรูพืชน้อยมาก


ทับทิมศรีปัญญา ทับทิมพันธุ์ดีจากสวนเทพพิทักษ์
..เป็น ที่ทราบกันดีแล้วในอนาคตการบริโภคผลไม้ของประชากรได้หันมาสนใจเรื่องของคุณ ค่าทางอาหารมากขึ้น และยิ่งเป็นผลไม้ที่ป้องกันการเกิดโรคในมนุษย์ด้วย แล้ว จะขายได้ราคาแพงจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นเป็นลำดับ อย่างกรณีของ ทับทิมซึ่งจัดเป็นผลไม้แปลกและหายากอีกชนิดหนึ่งและถ้าเป็นสายพันธุ์ทับทิม ที่มีขนาดของผลใหญ่, เนื้อสีแดงจัดและมีเมล็ดนิ่มนับได้ว่าเป็นสุดยอดของ ทับทิม ทับทิมมีคุณภาพดีและมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในโลกอยู่ที่ประเทศสเปน ซึ่งผลิตทับทิมได้ประมาณ 300,000 ต้น ต่อปี ผลผลิตทับทิมจะออกสู่ตลาดในช่วง ฤดูใบมืร่วงระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ปัจจุบันเป็นที่พิสูจน์แล้วว่า ทับทิมจัดเป็นผลไม้สมุนไพรที่ป้องกันการเกิดโรคได้หลายชนิดโดยเฉพาะมีส่วน ช่วยในเรื่องระบบหมุนเวียนของโลหิตได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อย้อนมาดูพัฒนาการปลูกทับทิมในประเทศไทยแล้ว ยังจัดว่าเป็นผลไม้ที่ เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกน้อย เหตุผที่สำคัญเนื่องจากหาสายพันธุ์ที่ดีมาปลูก ไม่ได้ ทับทิมพันธุ์อติชัยเป็นความหวังแรกของการปลูกทับทิมพันธุ์ดีในประเทศ ไทยแต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ต่อมมาทับทิมพันธุ์แสงตะวัน ได้รับความ สนใจในช่วงเวลาหนึ่งก็เงียบหายไป โดยภาพรวมของทับทิมทั้งสองสายพันธุ์ดัง กล่าวไม่ประสบความสำเร็จในการขยายพื้นที่ปลูก เนื่องจากเมื่อเกษตรกรนำไป ปลูกแล้วพบปัญหาเรื่องใบร่วง, เมื่อต้นให้ผลผลิตแล้วตาย(ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย พันธุ์โดยการตอนกิ่ง) และผลผลิตทับทิมไม่ได้คุณภาพ เหล่านี้เป็นต้น ในขณะ ที่ทับทิมซึ่งจัดเป็นผลไม้หายากยังมีตลาดต้องการอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มี การนำเข้าทับทิมจากประเทศสเปน และมีคนไทยบางส่วนกล้าซื้อมารับประทานแม้จะมี ราคาแพงก็ตาม

ปัจจุบันนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีเกษตรกรไทยประสบความสำเร็จในการผสม พันธุ์ได้ทับทิมสายพันธุ์ใหม่และตั้งชื่อว่าพันธุ์ “ศรีปัญญา” ปลูกและให้ผล ผลิตได้ในพื้นที่ประเทศไทย มีการคาดหวังว่าท้บทิมสายพันธุ์นี้จะขยายพื้นที่ ปลูกได้หลายพื้นที่ปลูกได้หลายพื้นที่ของประเทศไทยและเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร(บทบรรณาธิการวารสารเส้นทางกสิกรรม ฉบับ ที่ 159 ประจำเดือนพฤศจิกายน 51)

ระวัติความเป็นมาของทับทิมศรีปัญญา :

ขณะที่คุณไพรัตน์ยังทำสวนน้อยหน่าอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกทับทิมแต่ไม่มีการคัดเลือกสายพันธุ์ ใครว่าพันธุ์ไหนดีก็ซื้อมาปลูกแบบผสมผสานในสวน คุณไพรัตน์ได้เล่าให้ฟังว่าในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ของทุกปีจะมีคนไทย เชื้อสายจีนเป็นจำนวนมากมาติดต่อผลผลิตทับทิมเพื้อนำไปไว้เจ้าโดยผู้ซื้อไม่ สนใจด้วยซ้ำว่ารสชาติผลผลิตจะอร่อยหรือไม่ และในขณะนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าถ้าหาซื้อผลทับทิมจะต้องไปซื้อที่ปากช่อง, บางครั้งผลผลิตในสวนไม่มีจะต้องไปหาซื้อจากบริเวณใกล้เคียงมาให้ ตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์คุณไพรัตน์จะต้องไปหาซื้อผลทับทิมมาขายด้วยการ ปั่นจักรยานมาขายตามป้อมตำรวจผลผลิตมีเท่าไหร่ก็ขายได้หมด

ทับทิมที่มีเนื้อสีขาวไม่ใช่ทับทิมที่คุณภาพดี จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าทับทิมจัดเป็นผลไม้ที่หายากอีกชนิดหนึ่ง แหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ที่ประเทศสเปน มีคำถามต่อมาว่าในพื้นที่ประเทศไทยเหมาะที่จะปลูกทับทิมหรือไม่ คนไทยเชื้อสายจีนที่ซื้อทับทิมเพียงต้องการนำไปเพื่อน้ำไปไหว้เจ้าเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงรสชาติว่าเนื้ออร่อยหรือเนื้อภายในมีสีขาวไม่ใช่สีแดง ชื่อของทับทิมที่มีชื่อว่า อติชัยและแสงตะวันได้ยินมาครั้งหนึ่งแล้วก็เงียบหายไป หลายคนเชื่อว่าประเทศไทยไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกทับทิบอีกต่อไป คุณไพรัตน์จัดเป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่จุดประกายเรื่องของการพัฒนาการปลูก ทับทิมในประเทศไทยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งโดยตั้งโจทย์เริ่มต้นว่า ทับทิมมีคุณภาพดีจะต้องมีสีแดงจัด

เริ่มปลูกทับทิมพันธุ์แสงตะวัน 200 ต้นสลับในแปลงน้อยหน่า

เมื่อคุณไพรัตน์ได้ปลูกน้อยหน่าที่บ้านห้วยนกแลและมีความต้องการที่จะปลูก ทับทิมเชิงพาณิชย์และมีความเชื่อมั่นในเรื่องของการตลาดว่าจะดีมากในอนาคต จึงเริ่มต้นด้วยการซื้อกิ่งตอนทับทิมพันธุ์แสงตะวันมาจำนวน 200 ต้น มาจากปากช่องในราคากิ่งละ 50 บาท นำมาปลูกสลับกับต้นน้อยหน่า เมื่อ ต้นทับทิมแสงตะวันที่ปลูกด้วยกิ่งตอนนั้นเริ่มติดผลและมีฝนตกลงมาใบก็ร่วงจน เกือบหมดต้นทำให้ไม่ติดผล และถือว่าล้มเหลวเลิกปลูกพันธุ์แสงตะวันแต่ยังมีความมุ่งมั่นที่จะปลูก ทับทิมในเชิงพาณิชย์ให้ได้ แม้แต่ทับทิมพันธุ์อติชัยก็นำมาทดลองปลูกก็ไม่ได้ผลเช่นกัน ครั้งแรกคุณไพรัตน์ คิดอยู่เหมือนกันว่าอาจจะเป็นพื้นที่ปลูกทับทิมนั้นไม่มีความเหมาะสม แต่คุณไพรัตน์ได้สังเกตพบว่าต้นทับทิมสายพันธุ์ไทยที่ชาวบ้านปลูกกันอยู่ ทั่วไปนั้น ไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมากมายก็ยังติดผล ถึงแม้จะมีคุณภาพของผลไม่ดีแต่ไม่พบปัญหาเรื่องใบร่วงและไม่ต้องดูแลรักษา อะไรมาก จึงได้ความคิดว่าถ้านำทับทิมสายพันธุ์ไทยมาผสมพันธุ์กับทับทิมพันธุ์ดีอื่ๆ และทำการคัดเลือกต้นที่มีความสมบูรณ์และแข็งแรงและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีจะ ได้ทับทิมสายพันธุ์ใหม่อย่างแน่นอน

ริ่มต้นค้นหาทับทิมสายพันธุ์ใหม่ด้วยการผสมพันธุ์

ถึงแม้คุณไพรัตน์ไม่ได้เรียนหนังสือมาทางด้านการเกษตร, ไม่ใช่นักวิชาการเกษตรแต่มีประสบการณ์จากการปลูกแตงโมมา 20 ปี และมีประสบการณ์ในการผสมเกสรดอกแตงโม สายพันธุ์แตงโมที่ลูกยาวมีลูกยาวหรือลูกกลมนั้นจะต้องได้มาจากการผสมพันธุ์ นั่นเอง ถ้าจะค้นหาทับทิมสายพันธุ์ใหม่จะต้องได้จากการผสมพันธุ์เช่นกัน ในที่สุดคุณไพรัตน์ ก็ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์ทิมในการผสมพันธุ์ทับทิมด้วยการผสมพันธุ์ ทับทิมสเปนกับทับทิมไทยได้ทับทิมพันธุ์ดีสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า”ศรีปัญญา”

“เหตุผลที่สำคัญที่สนับสนุนว่าทับทิมเป็นผลไม้แปลกและหายากอีกชนิดหนึ่งที่ มีศักยภาพทางการตลาดดี นอกจากจะเป็นผลไม้เพื่อการบริโภคสดแล้ว น้ำทับทิม ยังจัดเป็นน้ำผลไม้ที่มัรสชาติยอดเยี่ยมและเป็นน้ำผลไม้ที่มีราคาแพงมาก ในต่างประเทศจะมีน้ำทับทิมไว้บริการแขกในบางโรงแรมมีระดับ 5 ดาวขึ้นไปเท่านั้น”

คุณไพรัตน์ยึดหลักผสมพันธุ์ทับทิม โดยใช้การผสมดอกแตงโมเป็นต้นแบบโดยมีความเชื่อในเบื้องต้นว่าทับทิมจะต้อง ผสมข้ามได้ เริ่มต้นด้วยการนำทับทิมไทยและทับทิมสายพันธุ์สเปนมาปลูกด้วยการเพราะเมล็ด ปลูกแทรกลงในแปลงปลูกน้อยหน่า ปลูกโดยไม่มีการฉีดพ่นสารเคมีให้ต้นทับทิมมีการเจริญเติบโตโดยธรรมชาติ จากนั้นสังเกตการเจริญเติบโตในเบื้องต้นว่าทับทิมต้นไหนใบไม่ร่วง ในธรรมชาติลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นทับทิมนั้นเมื่อดูจากลักษณะภายนอกของ ทรงต้น ถ้าเป็นทับทิมสานพันธุ์ไทยจะมีทรงต้นที่เลื้อยแต่ถ้าเป็นทับทิมสายพันธุ์ สเปนแล้วส่วนใหญ่จะมีทรงต้นชลูด คุณไพรัตน์ได้นำทับทิมทั้งสองสายพันธุ์มาผสมพันธุ์กัน

ปลูกทับทิม 4-5 ต้น อยู่ข้างกระท่อม ศึกษาการออกดอกอย่างใกล้ชิด ทับทิมศรีปัญญาเป็นสายพันธุ์ทับทิมลูกผสมระหว่างทับทิมสายพันธุ์ไทยกับสายพันธุ์สเปน คุณไพรัตน์ได้คัดเลือกต้นพ่อ-แม่พันธุ์มาปลูก 4-5 ต้น ข้างกระท่อมที่พักและทำการศึกษาดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อศึกษาชีววิทยาของการ ออกดอก ดูว่าดอกทับทิมจะบานช่วงไหนและดอกหุบช่วงไหน ได้เริ่มต้นการผสมพันธุ์ด้วยการศึกษาในเรื่องนี้ก่อน คุณไพรัตน์สังเกตพบว่าเมื่อดอกทับทิมเริ่มบานไม่พบผึ้งบินมาตอมดอกทับทิมเลย แสดงให้เห็นว่าผึ้งไม่ชอบดอกทับทิมที่มีสีแดงและสีส้มแต่พบมดมาตอมที่ดอกมี บ้าง คุณไพรัตน์ได้ทำการศึกษาความพร้อมของเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ในแต่ละครั้งที่ทำการผสมเกสรเสร็จจะต้องทำสัญลักษณ์ว่าผสมวันเวลาใดเมื่อได้ ผลผลิตจะปล่อยให้ผลทับทิมแก่ จะนำเมล็ดมาเพราะและขยายพื้นที่ปลูกด้วยการเพราะเมล็ด ศึกษาการเจริญเติบโตเมื่อพบว่าทับทิมต้นใดไม่ดีจะทำการโค่นทิ้งและทำการผสม มพันธุ์ใหม่และนำเมล็ดมาปลูกอีก ทำอย่างนี้มาหลายปีจนทะเลาะกับภรรยาว่าปลูกแล้วโค่นทิ้งเสียเวลาเปล่าๆ ไปหลายปี

ได้ทับทิมลูกผสมที่มีชื่อว่า “ศรีปัญญา” เมื่อปี พ.ศ 2541

เมื่อคุณไพรัตน์ได้ผสมพันธุ์และคัดเลือกต้นทับทิมลูกผสมที่มีลักษณะต้องการ และมีความพอใจในระดับหนึ่ง จึงได้เพราะเมล็ดปลูกจำนวน 800 ต้นต่อปี พ.ศ 2541 ปลูกสลับอยู่ในแปลงส้มเขียวหวานในการปลูกครั้งนั้นมีเพียงความมั่นใจในระดับ หนึ่งเท่านั้น คิดอยู่ว่าถ้ไม่ดีก็จะทำการโค่นทิ้งอีก เมื่อต้นทับทิมเริ่มให้ผลผลิตเนื้อข้างในเริ่มมีสีแดงและมีขนาดของผลใหญ่พอ สมควรจึงได้สั่งให้คนงานไปเก็บเกี่ยวเพื่อส่งไปขายทดสอบตลาด โดยไม่ทราบว่าผลทับทิมที่เก็บเกี่ยวไปขายนั้นผลยังไม่แก่จัดเห็นว่าเนื้อมี สีแดงแล้ว ส่งมาขายครั้งแรกที่ตลาดกรุงเทพมหานคร ภรรยาบอกว่าขายไม่ได้ รสชาติเปรี้ยวและเมล็ดแข็งมาก ขณะนั้นคุณไพรัตน์ เสียใจมากว่าทับทิมลูกผสมที่ปลูกเกิดล้มเหลวอีกครั้งหนึ่งจึงสั่งให้คนงาน หยุดเก็บเกี่ยว หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 เดือน ผลทับทิมที่อยู่บนต้นเกิดแตกพบว่าเนื้อสีแดงจัดและเมล็ดเริ่มนิ่มรสชาติหวาน จึงแน่ใจว่าที่เก็บเกี่ยวผลผลิตทับทิมไปครั้งแรกนั้นเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ไม่ แก่จัดไปขาย

ทับทิมศรีปัญญาเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อนำผลผลิตมาขายที่โรงเรียนสรรพวิทยาคม จ.ตาก เมื่อตลาดกรุงเทพมหานครไม่ยอมรับทับทิมศรีปัญญาในครั้งนั้น คุณไพรัตน์จึงได้นำทับทิมมาขายที่โรงเรียนด้วยตัวเอง ขายครั้งแรกมีผลผลิตมาขายเพียง 20-30 กิโลกรัม เริ่มมีคนว่านำผลผลิตทับทิมจากที่ใดมาขายไม่มีใครเชื่อว่าเป็นทับทิมที่ปลูก ที่ ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก ในขณะนั้นไม่มีใครเชื่อหา ว่าเป็นทับทิมนำเข้าจากต่างประเทศนำมาขายและแอบอ้างว่าเป็นทับทิมที่ปลูกใน ประทศไทย (ผลทับทิมที่นำไปขายมีขนาดผลใหญ่และมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าผลผลิตครึ่ง กิโลกรัม) คุณไพรัตน์บอกให้ผู้ซื้อมาดูต้นก็ได้เพราะในต้นที่ปลูกยังมีผลผลิตอยู่บนต้น ทับทิม 800 ต้น ในตอนนั้นสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้เงินถึง 2 ล้านบาท ต้นทับทิมลูกผสมศรัปัญญาที่ปลูกด้วยการเพราะเมล็ดจำนวน 800 ต้น เกิดจากการผสมดอกเมื่อให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ และพบว่าในจำนวน 800 ต้นที่เพาะเมล็ดนั้นพบการกลายพันธุ์เพียง 2% เท่านั้น รายได้จากการปลูกทับทิมศรีปัญญาจำนวน 800 ต้น เมื่อคิดเป็นรายได้รวมตลอดปี พ.ศ 2545 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ปลูกแซมต้นส้มเขียวหวานจำนวน 8 ไร่ ทำเงินถึง 2 ล้านบาท ขายผลผลิตจากสวนได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 80-100 บาท ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเนื่องจากผู้บริโภคบอกกันปาก ต่อปากว่าเป็นทับทิมที่มีรสชาติอร่อยและมีขนาดของผลใหญ่ ไม่แพ้ทับทิมที่นำเข้าจากต่างประเทศสเปน และผลผลิตทับทิมศรีปัญญามีผลผลิตเพียงสวนเดียวจากสวนเทพพิทักษ์เท่านั้น

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ของทับทิมศรีปัญญา :

1.ใบ จะมีลักษณะเรียวเล็ก แหลม สีเขียวเข้ม ใบหนา ทับทิมสายพันธุ์อื่นใบจะมีลักษณะบางใหญ่
2.ยอด ยอดของทับทิมศรีปัญญาจะมีสีแดงส่วนสายพันธุ์อื่นๆจะมียอดสีขาว
3.ทรงต้น ลักษณะต้นของทับทิมศรีปัญญาจะเป็นพุ้มเตี้ย ใบเลื้อยเป็นทรงแผ่ในขณะที่สายพันธุ์อื่นมักจะมีทรงต้นสูงชะลูด
4.เนื้อ เมื่อผลทับทิมศรัปัญญาแก่จนผ่าดูลักษณะภายในจะมีสีแดงจัด, รสชาติหวานและมีเมล็ดนิ่ม
5.การติดผล ทับทิมศรีปัญญาจะออกดอกติดผลตลอดทั้งปี ในขณะที่อย่างอื่นออกดอกและติดผลอย่างน้อย 2 ปีต่อรุ่น และเป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเร็วหลังจากปลูกลงดินไปประมาณ 3 เดือน จะเริ่มออกดอดและติดผล
6.ขนาดของผลผลิต โดยเฉลี่ยแล้วทับทิมศรีปัญญาที่เก็บเกี่ยวส่งขายตลาดจะมีน้ำหนักเฉลี่ย ระหว่าง 800 กรัม -1 กิโลกรัม เคยพบผลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักถึง 1.5 กิโลกรัม

**หลังจากที่คุณไพรัตน์มั่นใจว่าสายพันธุ์ทับทิมที่ได้จากการผสมดอกนั้นเป็น เมล็ดมาปลูกเพื่อให้ผลผลิตและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จึงได้ตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกทับทิม ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทับทิมทั้งหมด 500 ไร่ จัดเป็นสวนทับทิมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย และปลูกด้วยการเพาะเมล็ดเกือบทั้งหมด พื้นที่ปลูกบางแปลงได้ตัดสินใจโค่นต้นส้มเขียวหวานทิ้งและประสบการณ์จากการ ปลูกทับทิมนั้น, คุณไพรัตน์บอกว่ามีแมลงและโรคศัตรูพืชน้อยมาก จะมีหนอนเจาะดอกบ้าง ดังนั้นในช่วงที่ต้นทับทิมออกดอก จะมีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันบ้างแต่เน้นว่าจะต้องเป็นยาที่ไม่ร้อน เช่น สารคาร์โบซัลเฟต, อะบาเม็กติน ฯลฯ

เป็นเรื่องแปลกจากการสังเกตของคุณไพรัตน์เกี่ยวกับ ปัญหาการเน่าเสียของผลทับทิม เมื่อได้รับการทำลายจากหนามแท่งหรือแมลงกัดทำลาย เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตทับทิมกลับไม่เน่าเสียทั้งหมดผลจะเน่าเสีย เฉพาะช่องผลทับทิมที่ถูกทำลายเท่านั้น ส่วนเมล็ดทับทิมที่เหลืออยู่ในช่องอื่นๆ นำมารับประทานได้ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตทับทิมที่ถูกแมลงทำลายบางส่วนหรือผลแตกหรือผลที่ไม่ ได้มาตรฐานจะนำไม่นำมาส่งขายเป็นผลสด จะนำมาแปรรูปเป็นผลเข้มข้น (เป็นน้ำผลไม้ล้วนๆไม่ใส่ปรุงแต่งรสหรือน้ำตาลลงไป) บรรจุขวดโดยคัดเลือกเอาส่วนที่ถูกทำลายทิ้งไป ผู้เขียนได้เคยทดลองบริโภคน้ำทับทิมศรีปัญญาแล้วจะต้องยอมรับ ว่าเป็นสุดยอดของน้ำผลไม้ที่เป็นน้ำผลไม้ที่มีสีแดงจัดรสชาติหวานอมเปรี้ยว เล็กน้อยมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ขณะนี้น้ำทับทิมจากสวนเทพพิทักษ์เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ สำหรับผลทับทิมที่คัดเกรดและได้คุณภาพส่วนใหญ่จะขายผลผลิตภายในประเทศ ทับทิมศรีปัญญาเพื่อการบริโภคสดถ้ามีการแว็คที่ผลจะเก็บผลผลิตในตู้เย็นด้าน ประมาณ 2 เดือนโดยผลผลิตไม่เน่าเสีย

จากที่ได้กล่าวมาแล้วหลายหลายครั้งว่าทับทิม พันธุ์ศรีปัญญาเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างทับทิมสเปนและทับทิมพื้นเมืองของ ไทยซึ่งมีสภาพทนทานต่อสภาพแวดล้อมของไทย คุณไพรัตน์ ไชยนอก ได้ทำการผสมดอกและคัดเลือกพันธุ์ได้เมล็ดเมื่อนำไปปลูกแล้วพบการกลายพันธุ์ น้อยที่สุด เหตุผลที่สำคัญคุณไพรัตน์ขยายพันธุ์ต้นทับทิมด้วยวิธีการเพาะเมล็ดนอกจากจะ พบการกลายพันธุ์น้อยมากแล้ว ปัญหาของการปลูกทับทิมด้วยการใช้กิ่งตอนที่ไม่มีระบบรากแก้ว สภาพต้นจะไม่แข็งแรงเมื่อต้นให้ผลผลิตแล้วมักจะเกิดปัญหาสภาพต้นทรุดโทรมและ อายุไม่ยืน


การปลูกทับทิมเชิงพาณิชย์(สวนเทพพิทักษ์)
…จาก การตั้งข้อสังเกตทำให้พบว่าทับทิมที่มีเนื้อสีขาวไม่ใช่ทับทิมที่คุณภาพ ดี นอกจากนี้ทับทิมยังจัดเป็นผลไม้ที่หายากอีกชนิดหนึ่ง ที่มีแหล่งผลิต สำคัญอยู่ที่ประเทศสเปน…หลายคนเชื่อว่าประเทศไทยไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมใน การปลูกทับทิบอีกต่อไป และคุณไพรัตน์จัดเป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่จุดประกาย เรื่องของการพัฒนาการปลูกทับทิมในประเทศไทยขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการตั้งโจทย์ เริ่มต้นว่า ทับทิมที่มีคุณภาพดีจะต้องมีสีแดงจัด

จุดเปลี่ยนที่ทำให้หันมาปลูกทับทิมเชิงพาณิชย์ :

ปลูกทับทิมพันธุ์แสงตะวัน 200 ต้นสลับในแปลงน้อยหน่า

เมื่อคุณไพรัตน์ได้ปลูกน้อยหน่าที่บ้านห้วยนกแล และมีความต้องการที่จะปลูกทับทิมเชิงพาณิชย์จึงมีความเชื่อมั่นในเรื่องของ การตลาดว่าจะดีมากในอนาคต จึงเริ่มต้นด้วยการซื้อกิ่งตอนทับทิมพันธุ์แสงตะวันมาจำนวน 200 ต้นจากปากช่องในราคากิ่งละ 50 บาท นำมาปลูกสลับกับต้นน้อยหน่า เมื่อต้นทับทิมแสงตะวันที่ปลูกด้วยกิ่งตอนเริ่มติดผลและมีฝนตกลงมาใบก็ร่วง จนเกือบหมดต้นทำให้ไม่ติดผล นั่นถือว่าประสบความล้มเหลวจึงเลิกปลูกพันธุ์แสงตะวัน แต่ยังมีความมุ่งมั่นที่จะปลูกทับทิมเชิงพาณิชย์ให้ได้ แม้แต่ทับทิมพันธุ์อติชัยก็นำมาทดลองปลูกก็ไม่ได้ผลเช่นกัน ครั้งแรกคุณไพรัตน์ คิดอยู่เหมือนกันว่าอาจจะเป็นพื้นที่ปลูกทับทิมนั้นไม่มีความเหมาะสม แต่คุณไพรัตน์ได้สังเกตพบว่าต้นทับทิมสายพันธุ์ไทย ที่ชาวบ้านปลูกกันอยู่ทั่วไปนั้นไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมากมายก็ยังติดผล ถึงแม้จะมีคุณภาพของผลไม่ดีแต่ไม่พบปัญหาเรื่องใบร่วงและไม่ต้องดูแลรักษา อะไรมาก จึงได้ความคิดว่าถ้านำทับทิมสายพันธุ์ไทยมาผสมพันธุ์กับทับทิมพันธุ์ดีอื่นๆ และทำการคัดเลือกต้นที่มีความสมบูรณ์และแข็งแรงให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีจะได้ ทับทิมสายพันธุ์ใหม่อย่างแน่นอน

** เริ่มต้นค้นหาทับทิมสายพันธุ์ใหม่ด้วยการผสมพันธุ์ ถึงแม้คุณไพรัตน์ไม่ได้เรียนหนังสือมาทางด้านการเกษตร, ไม่ใช่นักวิชาการเกษตรแต่มีประสบการณ์จากการปลูกแตงโมมา 20 ปี และมีประสบการณ์ในการผสมเกสรดอกแตงโม สายพันธุ์แตงโมที่ลูกยาวมีลูกยาวหรือลูกกลมนั้นจะต้องได้มาจากการผสมพันธุ์ นั่นเอง ถ้าจะค้นหาทับทิมสายพันธุ์ใหม่จะต้องได้จากการผสมพันธุ์เช่นกัน ในที่สุดคุณไพรัตน์ ก็ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์ทิมในการผสมพันธุ์ทับทิมด้วยการผสมพันธุ์ ทับทิมสเปนกับทับทิมไทยได้ทับทิมพันธุ์ดีสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า”ศรีปัญญา”

“เหตุผลสำคัญที่สนับสนุนให้ทับทิมเป็นผลไม้แปลก และหายากอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพทางการตลาดดี นอกจากจะเป็นผลไม้เพื่อการบริโภคสดแล้ว น้ำทับทิม ยังจัดเป็นน้ำผลไม้ที่มีรสชาติยอดเยี่ยมและเป็นน้ำผลไม้ที่มีราคาแพงมาก ในต่างประเทศจะมีน้ำทับทิมไว้บริการแขกในบางโรงแรมระดับ 5 ดาวขึ้นไปเท่านั้น”

การขยายพันธุ์และการปลูกทับทิมศรีปัญญา :

การขยายพันธุ์ทับทิมของสวนเทพพิทักษ์ ใน เรื่องของการขยายพันธุ์ทับทิมศรีปัญญาเพื่อผลิตต้นขายในขณะนั้น คุณไพรัตน์ยังได้ใช้วิธีการผสมดอกและนำนำผลทับทิมที่มีความมั่นใจว่าตรงตาม สายพันธุ์คือ เมื่อปลูกไปแล้วจะให้ผลผลิตเหมือนกับทับทิมศรีปัญญาทุกประการ นำเมล็ดมาเพาะเป็นต้นแล้วจำหน่ายให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ซึ่งจะขายในราคาต้นละประมาณ 200 บาท ในขณะเดียวกันวิธีการเพาะเมล็ดทับทิมเพื่อให้เจริญเตอบโตเป็นต้นนั้นมี เทคนิคหลายประการที่เกษตรกรควรรู้ และไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิดโดยเฉพาะดินที่ใช้เพาะเมล็ดทับทิมนั้นควรจะต้อง เป็นดินบริสุทธิ์ที่ไม่พบการใช้ปุ๋ยเคมีมาก่อนก็คือ ดินจอมปลวก

การเพาะเมล็ดทับทิมจะต้องมีเทคนิคที่ถูกต้อง คุณ ไพรัตน์ได้แนะนำให้เกษตรกรจะต้องเก็บผลทับทิมที่แก่จัดจริงๆ เพื่อนำมาเพาะเมล็ด ยกตัวอย่างทับทิมศรีปัญญานั้นมีอายุการเก็บเก่ยวหลังจากดอกโรยในช่วงอากาศ ร้อน จะใช้เวลาประมาณ 95 วันแต่ถ้าเป็นช่วงอากาศเย็นอายุการเก็บเกี่ยวอาจจะยืดออกไปเป็น 120 วัน แต่ถ้าจะเก็บผลทับทิมไว้เพาะเมล็ดทำพันธุ์ ควรให้ผลทับทิมนั้นแก่บนต้นนั้นต่อไปอีก 1-2 อาทิตย์ เพื่อให้ผลแก่จัด เมื่อได้ผลทับทิมที่แก่เต็มที่มาแกะเอาเมล็ดออกแต่จะต้องให้มีเนื้อติดมา ด้วย ห้ามบี้เอาเนื้อออกจากเมล็ดโดยเด็ดขาด

การเตรียมดินเพาะเมล็ดนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เกษตรกร จะต้องคัดเลือกดินที่จะนำมาเพาะเมล็ดที่แน่ใจว่า ไม่มีประวัติการใส่ปุ๋ยเคมี, สารปราบศรัตรูพืช เป็นดินบริสุทธิ์ธรรมชาติทางเลือกที่ดีที่สุด คือ ดินจอมปลวก การเตรียมดินเพาะเมล็อทับทิมเหมือนกับการเพาะเมล็ดผักหวานป่าเมื่อได้ดินมา แล้วควรทุบย่อยให้ละเอียด กรอกดินจอมปลวกลงในถุงชำดำที่มีขนาด 3*7 นิ้ว หรือ 4*8 นิ้ว นำเมล็ดทับทิมที่แกะออกจากผลที่มีเนื้อติดมาด้วย วางเมล็ดลงในถุงชำใช้ดินจอมปลวกกลบไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อป้องกัยเมล็ดกลิ้ง ทิ้งไว้ 3-4 วัน และในช่วง 3-4 วันนี้จะต้องห้ามรดน้ำเด็ดขาด ** คุณไพรัตน์ให้เหตุผลว่าเพื่อให้ดินจอมปลวกที่แห้งนั้นเมื่อสัมผัสกับเมล็ด ทับทิมจะดูดซึมเอาน้ำจากเมล็ดทับทิมออกมา เมื่อคุ้ยดูจะพบเมล็ดแข็งๆของทับทิมส่วนเนื้อจะเปื้อยออกไปเอง หลังจากนั้นจึงให้น้ำได้ แต่การให้น้ำระยะนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเช่นกัน ควรใช้บัวประเภทฝอยที่ละเอียดรด หลังจากนั้นประมาณ 6-8 เดือนนำไปปลูกในแปลงและปลูกได้ประมาณ 8 เดือนต้นก็จะเริ่มให้ผลผลิต

สำหรับทับทิมสเปนนั้นจัดเป็นทับทิมเมล็ดนิ่ม ถ้าไม่รู้จักการเพาะเมล็ดจะไม่งอก เนื่องจากทับทิมสเปนเป็นทับทิมเมล็ดนิ่มดังนั้น การเพาะเมล็ดทับทิมสเปนจึงมีเคล็ดลับที่จะต้องทำให้เมล็ดแข็งเสียก่อนที่จะ นำไปเพาะด้วยวิธีการหมักเมล็ด เกษตรกรนำเมล็ดทับทิมที่แก่จัด(ทั้งเมล็ดที่มีเนื้อติด) ใส่ถุงหมักทิ้งไว้ช่วงการหมักเมล็ดทับทิมสเปนจะดูดน้ำจากเนื้อมาเข้าเมล็ดจน เมล็ดแข็งขึ้นซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 วัน ในช่วงของการหมักห้ามเติมน้ำลงไปอย่างเด็ดขาดอาจจะทำให้เมล็ดเน่าได้ หลังจากนั้นนำไปเพาะในดินจอมปลวกต่อไป

ผลผลิตของทับทิมศรีปัญญา

** ผลผลิตทับทิมศรีปัญญาติดผลดกช่วงปลายฤดูฝน** จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าต้นทับทิมศรีปัญญาที่ปลูกด้วยเมล็ดนั้น หลังจากปลูกลงดินไปแล้วนานประมาณ 8 เดือน ต้นจะเริ่มออกดอกและตดผลและจะให้ผลผลิตเชิงพาณิชย์เมื่อต้นมีอายุ 2-3 ปี ความจริงแล้วต้นทับทิมศรีปัญญาจะออกดอกและติดผลตลอดทั้งปี แต่ให้ผลผลิตดกช่วงปลายฤดูฝน ถ้าจะให้ผลผลิตมีคุณภาพจะต้องห่อผลโดยจะเริ่มห่อในระยะที่มีผลขนาดเล็กกว่า ส้มเขียวหวานเล็กน้อย เหตุผลสำคัญที่ต้องห่อเพื่อหลีกเลี่ยงการฉีนพ่นยาฆ่าแมลงและช่วยให้ผิวสวย ขึ้น เมื่อผลที่ห่อไปแล้วมีขนาดน้ำหนักประมาณ 500 กรัมหรือครึ่งกิโลกรัม (ผลยังไม่แก่จัดเนื้อข้างในยังเป็นสีชมพู) จะต้องแก้ถุงออกเพื่อให้ผลทับทิมได้รับแสงและผลจะเปลี่ยนเป็นสีแดง, คุณไพรัตน์ ยังได้บอกว่าถ้าเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ทันสามารถชะลอการเก็บไว้บนต้นได้นานเป็น สัปดาห์

เนื่องจากทับทิมเป็นผลไม้มงคลที่หายาก คนจีนนิยมนำมาไหว้พระเจ้าเพื่อให้เกิดสิริมงคลกับชีวิตและถ้ามีการติดตัว หนังสือที่เป็นมงคลบนผลทับทิม เช่น คำว่า “มั่งมีศรีสุข” หรืออื่นๆจะทำให้เป็นผลไม้ที่มีราคาและมีความน่าซื้อมากยิ่งขึ้น ในระยะที่ผลทับทิมีน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมนั้น เมื่อทำการแก้กระดาษออกมาและนำ
สติกเกอร์ที่เขียนคำที่เป็นสิริมงคลลงบนผลเมื่อผลแก่เมื่อใกล้เก็บเกี่ยวเรา จะเอาสติกเกอร์ออก ส่วนไหนที่โดนแสงแดดก็จะเป็นสีแดง ส่วนไหนที่ไม่โดนก็จะเป็นสีขาว, สรุปได้ว่าแสงแดดจะช่วยเปลี่ยนสีของผิวทับทิมจากสีขาวเป็นสีแดง

การดูแลรักษาทับทิมพันธุ์ศรีปัญญา

ทับทิบศรีปัญญาไม่ต้องการน้ำมาก, ปลูกในเขตพื้นที่แห้งแล้งได้
คุณไพรัตน์ ได้ฝากคำแนะนำสำหรับเกษตรกรที่จะขยายพื้นที่ปลูกทับทิมศรีปัญญาในอนาคต สภาพดินปลูกควรจะมีการระบายน้ำที่ดี, ไม่ชอบสภาพขังแฉะ เป็นต้นไม้ที่มีความต้องการน้ำไม่มากนัก น้อยกว่าการปลูกส้มในช่วงฤดูแล้งให้น้ำเฉลี่ย 3-5 วันต่อครั้ง คุณไพรัตน์ ย้ำว่าโดยภาพรวมแล้วมีการบำรุงรักษาน้อยกว่าการปลูกมะม่วง ข้อควรระวังเป็นพิเศษ คือ ไม่ควรฉีดพ่นสารปราบศรัตรูพืชบ่อยครั้งเพราะจะทำให้ใบทับทิมร่วง จุดประสงค์ที่คุณไพรัตน์ จะต้องมีการตัดแต่งกิ่งของต้นทับทิมให้โปร่งโดยเน้นข้างล่างให้โปร่งเพื่อจะ ได้มีการฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดเชื้อราน้อยลง

You can leave a response, or trackback from your own site.