ทุเรียน

” ทุเรียน ” ราชาแห่งผลไม้  ลักษณะทั่วไปของ “ทุเรียน”ทุเรียน เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่ เจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในเขตที่มี สภาพอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 10-46 องศาเซลเซียล ปริมาณน้ำ ฝนไม่น้อยกว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปี การกระจายตัวของฝนดี ความชื้นสัมพัทธ์ ของอากาศสูงประมาณ 75-85 % ดินมีค่าความเป็นกรดเป็น ด่าง (pH) ประมาณ 5.5-6.5

พันธุ์ส่งเสริม
1. พันธุ์ชะนี
ลักษณะเด่น เนื้อละเอียดเหนียว สีสวย มีสีเหลืองเข้ม การสุกของเนื้อในผลเดียวกันสม่ำเสมอ ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่าพอสมควรลักษณะด้อย ออกดอกติดผลไม่ดี มักพบอาการแกน เต่าเผา ไส้ซึม งอมแล้วเนื้อแฉะ กลิ่นฉุน คุณภาพเนื้อ ไม่เหมาะสำหรับแปรรูป

2. พันธุ์หมอนทอง
ลักษณะเด่น เนื้อหนา เมล็ดลีบ กลิ่นไม่แรง ติดผลดี ผลสุกเก็บได้นานกว่าพันธุ์อื่น (งอมแล้วเนื้อไม่แฉะ) ไม่ค่อยพบอาการแกน เต่าเผาหรือไส้ซึม คุณภาพเนื้อเหมาะสำหรับการแปรรูป ทั้งแช่แข็ง กวน ทอดกรอบลักษณะด้อย ไม่ทนทานต่อรากเน่า โคนเน่า เนื้อหยาบ สีเนื้อเหลืองอ่อน (ไม่เข้ม)มักพบการสุกไม่สม่ำเสมอ อาจสุกทั้งผล สุกบางพู หรือสุกบางส่วนในพูเดียวกัน
3. พันธุ์ก้านยาว
ลักษณะเด่น เนื้อละเอียดเหนียว สีเนื้อสม่ำเสมอ งอมแล้วเนื้อไม่แฉะ ติดผลดีพบอาการแกนเล็กน้อย ติดผลง่าย ผลมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ลักษณะด้อย เปลือกหนา เนื้อไม่ค่อยหนา เมล็ดมีขนาดใหญ่และมีจำนวนมากเป็นไส้ซึมง่าย มีอาการเต่าเผาปานกลาง ไม่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า ถ้าไว้ผลมากคุณภาพผลจะไม่ดีและกิ่งจะแห้งตายภายหลัง อายุการให้ผลหลังปลูกช้า ผลสุกเก็บได้นาน ก้นผลแตกง่าย
4. พันธุ์กระดุม
ลักษณะเด่น ออกดอกเร็ว ผลแก่เร็วจึงขายได้ราคาดีและไม่มีปัญหาไส้ซึม อายุการให้ผลหลังปลูกเร็ว ติดผลดี ผลดกลักษณะด้อย ไม่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า ผลมีขนาดเล็ก เนื้อบาง ถ้าออกล่าไปตรงกับพันธุ์อื่นจะมีปัญหาเรื่องตลาด

การปลูก
การเตรียมดิน
ปรับพื้นที่ก่อนที่จะกำหนดผังปลูก และติดตั้งระบบน้ำ โดยปรับพื้นที่ให้ราบไม่ให้มีแอ่งที่น้ำท่วมขังได้ และถ้าเป็นไปได้ควรปรับเป็นเนินลูกฟูกเพื่อปลูกทุเรียนบนสันเนิน

วิธีการปลูก
ทำได้ทั้งการขุดหลุมปลูกซึ่งเหมาะกับพื้นที่ค่อนข้าง แล้งและยังไม่มีการวางระบบน้ำไว้ก่อนปลูก วิธีนี้ดินในหลุมจะช่วยเก็บความชื้นได้ดีขึ้น แต่ถ้ามีฝนตกชุก น้ำขังรากเน่าและต้นตายได้ง่าย ส่วนการปลูกโดยไม่ต้องขุดหลุม (ปลูกแบบนั่งแท่นหรือยกโคก) เหมาะกับพื้นที่ฝนตกชุก วิธีนี้การระบายน้ำดี น้ำไม่ขังโคนต้น แต่ต้องวางระบบน้ำก่อนปลูก ซึ่งต้นทุเรียนจะเจริญเติบโตเร็วกว่าการขุดหลุม ทั้งนี้ จุดเน้นที่สำคัญ คือ ควรใช้ต้นกล้าขนาดเล็กที่มีระบบรากดี ไม่ขดงอ แต่ถ้าจะปลูกด้วยต้นกล้าขนาดใหญ่ควรตัดแต่งรากที่ขดงอทั้งที่ก้นถุงและด้าน ข้างออก รวมทั้งควรพรางแสงให้กับต้นที่ปลูกใหม่ด้วยตาข่ายพรางแสง หรือทางมะพร้าว หรือปลูกไม้ให้ร่มเงา เช่น กล้วย

ระยะปลูก
8-10 X 8-10 เมตร ปลูกทุเรียนได้ประมาณ 16 – 25 ต้น/ไร่

การดูแลรักษาในระยะก่อนให้ผล

การให้น้ำ
ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อการเจริญเติบโตที่ดีและต่อเนื่อง

การตัดแต่งกิ่ง
เริ่มตัดแต่งกิ่งหลังจากปลูกแล้วประมาณ 1 – 1.5 ปี เพื่อให้ต้นทุเรียนมีโครงสร้างและทรงพุ่มที่ดีไว้ลำต้นเดี่ยว และไว้กิ่งประธานกิ่งแรกสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร ไว้กิ่งให้เรียงเป็นระเบียบเหมาะแก่การไว้ผลและไม่บดบังแสงแดดซึ่งกันและกัน ควบคุมความสูงของลำต้นไว้ที่ประมาณ 7 เมตร

การใส่ปุ๋ย
ปีแรกหลังปลูก ควรใส่ปุ๋ยและทำโคน 4 ครั้ง (การทำโคน หมายถึง การกำจัดวัชพืชใต้ทรงพุ่ม ถากดินรอบนอกทรงพุ่มมาพูนกลบใต้ทรงพุ่มในลักษณะลาดเอียงจากต้นพันธุ์ออกไป โดยรอบ หลีกเลี่ยงการถากดินบริเวณโคนต้นเพราะระบบรากทุเรียนที่อยู่ค่อนข้างตื้น ใกล้ผิวดินจะได้รับอันตราย ชะงักการเจริญเติบโต หรือทำให้โรครากเน่าโคนเน่าเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น ) โดยควรใส่ปุ๋ยและทำโคนครั้งที่ 1 หลังจากปลูกแล้วประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี นั้น ควรใส่ปุ๋ยและทำโคน เดือนเว้นเดือน โดยในแต่ละครั้ง ควรใส่ปุ๋ยใน

ปริมาณ ดังนี้
ครั้งที่1 -3 ใส่ปุ๋ยคอก 5 กิโลกรัมต่อต้น
ครั้งที่ 4 ใส่ปุ๋ยคอก 5 กิโลกรัมต่อต้น ร่วมกับ ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ16-16-16 ประมาณ 150 – 200 กรัมต่อต้น

ปีต่อๆไป (ระยะที่ต้นทุเรียนยังไม่ให้ผลผลิต) ควรใส่ปุ๋ยและทำโคนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝนและหลังฤดูฝน โดยควรใส่ปุ๋ยในปริมาณ ดังนี้

ปุ๋ยคอก
อัตราเป็นบุ้งกี้ต่อต้นต่อปี เท่ากับสองเท่าของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (เมตร) แบ่งใส่ 2 ครั้งต่อปี ยกตัวอย่าง เช่น ต้นทุเรียนมีเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 3 เมตร ควรใส่ปุ๋ยคอกปีละ 6 บุ้งกี้ หรือ 13.5กิโลกรัม แบ่งใส่ 2 ครั้ง (2.25 กิโลกรัม = 1 บุ้งกี้ )

ปุ๋ยเคมี
สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราเป็นกิโลกรัมต่อต้นต่อปี เท่ากับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (เมตร) แบ่งใส่ 2 – 4 ครั้งต่อปี ยกตัวอย่างเช่นต้นทุเรียนมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ทรงพุ่ม 3 เมตร ควรใส่ปุ๋ยเคมีปีละ 3 กิโลกรัม แบ่งใส่ 2 – 4 ครั้งต่อปี

การดูแลในระยะให้ผลแล้ว

การให้น้ำ
ให้น้ำสม่ำเสมอช่วงเจริญเติบโตทางใบ และงดน้ำช่วงปลายฝนเพื่อเตรียมการออกดอก เมื่อทุเรียนออกดอกแล้วให้ควบคุมปริมาณน้ำ โดยค่อยๆเพิ่มปริมาณน้ำขึ้นเรื่อยๆเพื่อให้ดอกทุเรียนมีพัฒนาการที่ดี จนเมื่อดอกทุเรียนพัฒนาถึงระยะหัวกำไล (ก่อนดอกบาน 1 สัปดาห์) ให้ลดปริมาณน้ำโดยให้เพียง 1 ใน 3 ของปกติเพื่อช่วยให้มีการติดผลดีขึ้น และให้น้ำในปริมาณนี้ไปจนดอกบานและติดผลได้1 สัปดาห์ จากนั้นจึงค่อยๆเพิ่มปริมาณน้ำขึ้นเรื่อยๆและต้องให้น้ำอย่างเพียงพอ
และสม่ำเสมอ ตลอดช่วงพัฒนาการของผล

การใส่ปุ๋ย

ควรใส่ปุ๋ยและวัสดุปรับปรุงดินตามผลการตรวจวิเคราะห์ดิน หรืออาจใส่ปุ๋ยตามแนวทางดังนี้
1. ใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ต้นหลังเก็บเกี่ยว
*ปุ๋ยอินทรีย์ 20-50 กิโลกรัม/ต้น
*ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราเป็นกิโลกรัมต่อต้นเท่ากับ 1 ใน 3ของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม
2. ใส่ปุ๋ยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของผล
* เมื่อผลมีอายุ 7 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-12-17-2 หรือ 13-13-21 อัตราเป็นกิโลกรัมต่อต้น เท่ากับ 1 ใน 3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม
3. ใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มคุณภาพเนื้อ
* เมื่อผลมีอายุ 10-11 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 0-0-50 อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น

การปฏิบัติอื่นๆ
1. การตัดแต่งดอก หลังจากออกดอก 5 สัปดาห์ ควรตัดแต่งช่อดอกบนกิ่งขนาดเล็ก (เส้นผ่าศูนย์กลางกิ่งน้อยกว่า 2 เซนติเมตร) หรือดอกที่อยู่ปลายกิ่งทิ้งให้เหลือเฉพาะดอกรุ่นเดียวกันในกิ่งเดียวกัน ให้มีจำนวนช่อดอกประมาณ 3 – 6ช่อดอกต่อความยาวกิ่ง 1 เมตร แต่ละช่อดอกห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร

2. การตัดแต่งผล
*ครั้งที่ 1 เมื่อผลอายุ 4-5 สัปดาห์หลังดอกบาน ตัดแต่งผลที่มีขนาดเล็ก รูปทรงบิดเบี้ยว และไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการออก เหลือผลไว้ประมาณ 2-3 เท่าของจำนวนผลที่ต้องการไว้จริง
* ครั้งที่ 2 เมื่อผลอายุ 6 สัปดาห์หลังดอกบาน ระยะนี้ผลที่ปกติจะมีการขยายตัวด้านยาว สีผิวเขียวสดใส หนามมีขนาดปกติเรียวเล็ก ถ้าตรวจพบผลที่มีพัฒนาการผิดปกติ มีขนาดเล็ก หนามแดง หรือมีโรคแมลงเข้าทำลาย ให้ตัดทิ้ง
*ครั้งที่ 3 เมื่อผลอายุ 8-9 สัปดาห์ ระยะนี้ผลที่ปกติจะเริ่มขยายตัวด้านกว้างอย่างรวดเร็ว สีผิวและหนามเขียวสดใส หนามมีขนาดปกติ ถ้าตรวจพบผลที่มีพัฒนาการผิดปกติ ทรงบิดเบี้ยว ขนาดเล็ก หรือมีโรคแมลงเข้าทำลายให้ตัดทิ้ง
*ครั้งที่ 4 เมื่อผลมีอายุ 10-12 สัปดาห์ ระยะนี้ผลทุเรียนขึ้นพูเป็นที่เรียบร้อยแล้วตัดแต่งผลเป็นครั้งสุดท้าย เหลือผลไว้เท่าจำนวนที่ต้องการจริง (ประเมินจำนวน 1 ผล ต่อใบทุเรียน ที่สมบูรณ์ประมาณ 330 ใบ)

3. การป้องกันและการกำจัดใบอ่อน ในช่วงวิกฤตระหว่างการพัฒนาของผล เพื่อป้องกันผลอ่อนร่วง หรือ ทรงผลบิดเบี้ยว หรือ เนื้อด้อยคุณภาพ (แกน เต่าเผา)โดย
*การชะลอการแตกใบอ่อน ด้วยการพ่นสารชะลอการเจริญเติบโต เช่น สารมี
พิควอทคลอไรด์ ความเข้มข้น 37.5 พีพีเอ็ม ให้ทั่วต้น
*การปลิดใบอ่อน ด้วยการพ่นปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรท (13-0-46) อัตรา 100-300
กรัม/น้ำ 20 ลิตร แตกใบอ่อน
*การลดความเสียหายที่เป็นผลจากการแตกใบอ่อน ด้วยการพ่นปุ๋ยสูตรทางด่วน (คาร์โบไฮเดรตสำเร็จรูป อัตรา 20 ซีซี + ปุ๋ยเกล็ด 15-30-15 ที่มีธาตุรองและธาตุปริมาณน้อย อัตรา 60 กรัม + กรดฮิวมิค อัตรา 20 ซีซี ผสมรวมในน้ำ 20 ลิตร) ร่วมกับสาร มีพิควอทคลอไรด์ ความเข้มข้น 37.5 พีพีเอ็ม ให้ทั่วต้น

ศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด

ศัตรูที่สำคัญของทุเรียนในระยะต้นเล็กซึ่งมีการเจริญเติบโตทางกิ่งก้านสาขา ได้แก่โรครากเน่าโคนเน่า โรคราใบติด โรคราสีชมพู เพลี้ยไก้แจ้ และปัญหาสำคัญ คือวัชพืช ควรใช้หลายๆวิธีประกอบกัน ทั้งการใช้แรงงานถอน ถาก ตัดด้วยเครื่องมือหรือใช้สารเคมี โดยต้องระมัดระวังอย่าให้ระบบรากกระทบกระเทือนและระวังไม่ให้ละอองสารเคมี กำจัดวัชพืชสัมผัสกับต้นทุเรียน

เน้นการป้องกันกำจัดโดยวิธีผสมผสาน

1. โรคจากเชื้อราไฟทอฟธอรา
โรคเข้าทำลายใบ ให้พ่นสารเมตาแลกซิล หรืออีฟอไซท์อลูมินั่ม หรือกรดฟอสฟอรัส ให้ทั่วทั้งภายในและนอกทรงพุ่ม
โรคที่ระบบราก ใช้สารเมตาแลกซิลราดใต้ทรงพุ่มให้ทั่ว พร้อมกับกระตุ้นการเจริญของราก
โรคที่ลำต้นและกิ่ง ถ้าอาการเล็กน้อย ให้ขูดผิวเปลือกส่วนที่เป็นโรคออกนำไปเผาทำลาย แล้วทาด้วยปูนแดง หรือ สารเมตาแลกซิล ถ้าพบอาการรุนแรง ใช้กรดฟอสฟอรัส ฉีดเข้าลำต้น หรือกิ่งในบริเวณตรงข้าม หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค
2. โรคใบติด พบอาการเล็กน้อยให้ตัดเผาทำลาย ถ้าอาการรุนแรงให้พ่นด้วยสารคาร์เบนดาซิม
3. เพลี้ยไก่แจ้ เมื่อพบยอดทุเรียนถูกทำลาย มากกว่า 30 %ของยอดหรือพบไข่บนยอดมากกว่า 20 % ให้พ่นด้วยสารแลมป์ดา ไซฮาโลทริน หรือคาร์บาริล หรือไซเปอร์เมทริน/โฟซาโลน ทุก 7-10 วัน จนใบแก่
4. ไรแดง พ่นสาร โพรพาไกต์ สลับกับสารเอกซีไทอะซอกซ์
5. หนอนเจาะผล พ่นด้วยสารสะเดา หรือสารแลมป์ดาไซฮาโลทริน หรือคาร์โบซัลแฟน หรือไซเพอร์เมทริน/โฟซาโลน แต่ต้องหยุดใช้สารเคมีก่อนเก็บเกี่ยว 15 วัน
6. หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน พ่นด้วยสารไซเพอร์เมทริน/โฟซาโลน หรือสารไดอะซินอน แต่ต้องหยุดใช้สารเคมีก่อนเก็บเกี่ยว 15 วัน
7. เพลี้ยแป้ง ตัดแต่งผลอ่อนที่พบเพลี้ยแป้งเผา ทำลาย โรยสารคาร์บาริลรอบโคนต้นป้องกันการแพร่ระบาดของมดดำ ในกรณีที่พบเพลี้ยแป้งหลังตัดแต่งผลครั้งสุดท้าย ควรพ่นด้วยสารมาลาไธออน ร่วมกับปิโตรเลียมออยล์ หรือใช้สารคลอไพริฟอส พ่นเป็นจุดเฉพาะกลุ่มผลที่สำรวจพบการทำลาย และต้องหยุดใช้สารเคมีก่อนเก็บเกี่ยว 15 วัน
8. โรคผลเน่า ตัดและเผาทำลายเมื่อพบผลที่เป็นโรค แล้วพ่นด้วยสารอีฟอไซท์อะลูมินั่ม หรือกรดฟอสฟอรัส ให้ทั่วต้นและหยุดพ่นสารเคมีก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 30 วัน

การเก็บเกี่ยว
1. ดัชนีการเก็บเกี่ยวทุเรียน สังเกตลักษณะหลายอย่างประกอบกัน ดังนี้
**นับอายุผล ตั้งแต่วันดอกบานจนถึงวันเก็บเกี่ยว พันธุ์กระดุมทอง ไม่น้อยกว่า 80 วัน พันธุ์ชะนี ไม่น้อยกว่า 100 วัน พันธุ์หมอนทองไม่น้อยกว่า 110วัน
**ประเมินจากลักษณะภายนอก เช่น ก้านผลแข็ง สากมือ หนามห่าง ปลายหนามแห้ง สีน้ำตาลไหม้ รอยแยกบนสันพูขยายห่างเห็นได้ชัดเจนขึ้น
**ประเมินองค์ประกอบภายใน โดยสุ่มผลในแต่ละรุ่นมาตรวจสอบ ลักษณะภายในคือ สีเนื้อเหลือง กลิ่นหอม เมล็ดสีน้ำตาล รสชาติหวาน และมัน

2. วิธีการเก็บเกี่ยว ใช้ 2 คน โดยคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนต้นใช้มีดที่คมและสะอาดตัดก้านผลส่วนที่อยู่เหนือปาก ปลิง แล้วปล่อยผลลงมาให้คนที่รออยู่ใต้ต้นใช้กระสอบป่านตวัดรับผล เมื่อเก็บเกี่ยวลงมาแล้วให้วางผลลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ห้ามวางผลทุเรียนบนพื้นดินในสวนโดยตรงและให้เคลื่อนย้ายผลทุเรียนด้วยความ ระมัดระวังอย่าให้หนามทุเรียนทิ่มแทงกันเป็นบาดแผล เพื่อป้องกันการเกิดโรคผลเน่าหลังเก็บเกี่ยวการเก็บเกี่ยว


แนะนำทุเรียนวลทองจันทร์
“นวลทอง จันท์” เป็นชื่อของทุเรียนสายพันธุ์ใหม่ ที่ได้รับการตั้งชื่อ เพื่อเป็น เกียรติประวัติ สมกับเป็นราชาผลไม้ที่มีสายพันธุ์อยู่ใน จังหวัด จันทบุรี โดยนายประจักษ์ สุวรรณภักดี ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการ จังหวัดจันทบุรี ปี 2549-2550 เป็นผู้ตั้งชื่อให้

ประวัติความเป็นมาของทุเรียนพันธุ์นวลทองจันทร์ :

คุณสุเทพ นพพันธ์ หรือคุณ พจน์ เกษตรกรชาวอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ที่ได้ทำการทดลองด้วยการผ่าดอกผสมเกสรระหว่างทุเรียนพันธุ์ พวงมณี เป็นต้นแม่ และทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เป็นต้นพ่อ ทำให้ได้ทุเรียนสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ในครั้งแรกได้ชื่อว่าไข่ทอง ภายหลังจึงได้ชื่อใหม่ เป็น “นวลทองจันท์”

จากการเปรียบเทียบระหว่างหมอนทองซึ่งเป็นทุเรียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ราชาแห่งทุเรียน ทั้งเรื่องสีของเนื้อ,กลิ่น,การบำรุงรักษาลำต้น และผล แต่สำหรับทุเรียนสายพันธุ์ นวลทองจันท์ จะมีสีเข้มกว่า ,ความต้านทานโรคดีกว่า และเก็บผลผลิตได้เร็วกว่า

วิธีการผ่าผสมเกสรดอกทุเรียนเพื่อทำการพัฒนาสายพันธุ์ทุเรียน :

- เริ่มจากการนำมีดมากรีดเส้นกลางกลีบดอกออกเป็นสองส่วน
- ทำการตัดเกสรตัวผู้ออกให้หมด เหลือไว้เฉพาะเกสรตัวเมีย โดยจะเรียกว่าแม่พันธุ์ ซึ่งคุณสุเทพใช้พันธุ์พวงมณีเป็นต้นแม่พันธุ์
- หลังจากนั้นทำการตัดเกสรทุเรียนพันธุ์หมอนทองมาหนึ่งดอกทำเป็นพ่อพันธุ์
- จากนั้นนำเกสรที่เป็นพ่อพันธุ์มาป้ายหรือเคาะละอองเกสรตัวผู้ใส่เกสรตัวเมียที่เตรียมไว้
- หลังจากนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้ จนติดลูก
- หลังจากติดลูกแล้วให้ปล่อยทิ้งไว้ 110 วันก็จะสุก
- หลังจากที่ต้นแม่พันธุ์มีลูกที่สุกแล้ว ก็ให้นำเมล็ดไปเพาะ
- ต้องทำอย่างนี้หลายๆ รุ่นเพื่อสังเกตจนกว่าสายพันธุ์ที่ออกมาในแต่ละรุ่นเหมือนกันและไม่มีการ กลายสายพันธุ์อีก ซึ่งทุเรียนนวลทองจันทน์ต้องใช้เวลาถึง20 ปีถึงจะสมบูรณ์แบบ
- หลังจากได้ต้นแม่ที่ไม่กลายพันธุ์แล้ว ก็สามารถขยายพันธุ์ด้วยการนำยอดต้นแม่พันธุ์ไปเสียบยอดได้

เหตุผลที่ใช้ทุเรียนสายพันธุ์พวงมณีเป็นต้นแม่พันธุ์ :

เนื่องจากทุเรียนสายพันธุ์พวงมณีเป็นทุเรียนที่มีเนื้อเข้มสวย อีกทั้งยังไม่มีกลิ่น และยังมีต้นพันธุ์ทีแข็งแรง ต้านทานโรคได้สูง รสชาติหวานอร่อย แต่มีข้อเสียคือ มีขนาดลูกเล็ก และเนื้อน้อย เม็ดใหญ่

เหตุผลที่ใช้ทุเรียนหมอนทองเป็นต้นพ่อพันธุ์ :

เนื่องจากทุเรียนสายพันธุ์หมอนทองเป็นทุเรียนที่มีเนื้อเยอะ รสชาติหวานมัน เม็ดเล็ก แต่ข้อเสียคือ เนื้อมีสีจาง ต้นตายง่าย ไม่ทนทานต่อโรคต่างๆ

ข้อดีของทุเรียนสายพันธุ์นวลทองจันท์ :

เมื่อนำทุเรียนพันธุ์หมอนทอง และพันธุ์พวงมณี มาผสมพันธุ์ทำให้เกิดเป็นทุเรียนสายพันธุ์นวลทองจันท์ ซึ่งมีจุดเด่นคือทุเรียนนวลทองจันท์ได้นำเอาข้อดีของต้นพ่อพันธุ์และต้นแม่ พันธุ์ มารวมกันจนเป็นทุเรียนสายพันธุ์นวลทองจันท์ ที่มีลักษณะ ต้นพันธุ์แข็งแรง ทนทานต่อโรค เนื้อมีสีเข้มสวยงาม รสชาติหวานมันอร่อย เนื้อเยอะ ลูกโต อีกทั้งยังไม่มีกลิ่นเหม็นอีกด้วย


การใช้ไฟในการบังคับให้ทุเรียนออกดอกนอกฤดู
การใช้ไฟในการ บังคับให้ทุเรียนออกนอกฤดู เป็นเทคนิคที่ค้นพบด้วยตนเอง โดยเป็นวิธีการที่ ใช้เสริมกับการใช้สารเคมีเร่งโดยทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้การทำทุเรียนนอก ฤดู ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีวิธีการดังนี้

ขั้นตอนการใช้ไฟในการทำให้ทุเรียนออกนอกฤดู :

• ในช่วงที่ทุเรียนแตกยอดอ่อนชุดที่ 2 ให้กวาดโคนต้นให้สะอาด แล้วทำการล่อรากโดยใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 แล้วนำเอาเศษใบไม้คลุมทับเพื่อให้รากขึ้นมาด้านบน
• ประมาณ 20-25 วัน ฉีดพ่นสารแพกโคบิวทราโซล 15% ในอัตรา 2 กก.ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้เปียกทั้งนอกและในทรงพุ่ม
• ทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน จึงทำการกวาดโคนออกจนกระทั่งเห็นราก โดยสุมกองใบไม้ไว้รอบโคนต้น โดยวางระยะห่างรอบทรงพุ่ม
• งดให้น้ำประมาณ 5 วัน
• ช่วงที่งดให้น้ำให้ทำการเผากองใบไม้รอบทรงพุ่ม โดยมีเทคนิคคือ ห้ามเผาให้เกิดเปลวไฟ โดยให้มีเพียงควันเท่านั้น มิฉะนั้นจะทำให้เกิดใบเหี่ยว
• หลังจากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 5 วัน ให้ฉีดฮอร์โมนกระตุ้นตาดอก
• ประมาณ 15 วัน จะเริ่มเห็นตาดอกแทงขึ้นมา

ข้อดีของการใช้ไฟกระตุ้นให้เกิดทุเรียนนอกฤดู :

• ช่วยให้การออกดอกได้เร็วขึ้น
• การออกดอกดีขึ้น มากขึ้น
• ในฤดูฝนจะช่วยทำให้ดินแห้งเร็ว ซึ่งมีผลทำให้ทุเรียนออกดอกได้เร็วขี้น


การผลิตทุเรียนนอกฤดู
ทุเรียนเป็นผลไม้ ที่มีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น  โดยเฉพาะถ้ามีการผลิตทุเรียน นอกฤดูอย่างเช่นในเดือนพฤษภาคมหรือหลังมิถุนายนไปแล้วราคาจะยิ่งแพงขึ้นไป อีกและยังหารับประทานได้ยาก  ด้วยเหตุนี้ชาวสวนทุเรียนจึงพยายามทำทุเรียน นอกฤดูกันขึ้น  ซึ่งมีทั้งที่ประสบผลสำเร็จและไม่ประสบผลสำเร็จ  ที่ประสบผล สำเร็จและมีชื่อเสียงในขณะนี้ได้แก่  คุณประภัทรพงษ์  เวชชาชีวะ  คุณโก เตียงกวง  โกศัลล์วัฒนา  และคุณสรรเสริญ  ศรีพระยา  สำหรับหลักการอ ย่าง     กว้าง ๆ  ในการผลิตทุเรียนนอกฤดูของเกษตรกรทั้ง  3  ท่านนี้ก็คือ พยายามทำให้ปัจจัยภายในและภายนอก  ต้นทุเรียนพร้อม  จะออกดอกโดยมีการดูแล รักษาต้นทุเรียนทั้งในเรื่องของการตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ย  ให้น้ำ  กำจัด วัชพืช  และฉีดพ่นสารเคมีกำจัดโรคแมลง  ทั้งนี้เพื่อให้ต้นทุเรียนมีความ สมบูรณ์และมีความพร้อมที่จะออกดอกเมื่อถึงเวลาอันสมควร

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคในการผลิตทุเรียนนอกฤดูในขณะนี้ก็คือ การที่ไม่สามารถควบคุมปัจจัยบางอย่างในการออกดอกได้ โดยเฉพาะในเรื่องของสภาพฟ้าอากาศและความหนาวเย็น ยกตัวอย่างเช่น ในบางครั้งที่มีการผลิตทุเรียนนอกฤดูเกษตรกรหรือชาวสวนสามารถควบคุมหรือ กำหนดปัจจัยพื้นฐานในการออกได้ อาทิเช่น มีการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ตัดแต่งกิ่ง และกำจัดวัชพืช จนกระทั่งทุเรียนมีความสมบูรณ์แต่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยให้ โอกาสที่ทุเรียนออกดอกออกผลมีน้อยมาก ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ต้นทุเรียนพร้อมออกดอกแต่มีฝนตกลงมา แทนที่ทุเรียนจะแทงตาดอกออกมาก็จะแตกตาใบขึ้นมาแทน หรือในกรณีที่มีปัจจัยต่าง ๆ อยู่พร้อม แต่ไม่มีสภาพความแห่งแล้งและอากาศหนาวเย็น โอกาสที่ทุเรียนออกดอกจะมีน้อยมากเช่นเดียวกัน

ต่อไปนี้จะเป็นแนวคิดและวิธีปรับปัจจัยเพื่อให้ทุเรียนออกดอกนอกฤดู ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ คือ

วิธีการที่ 1 : เป็นแนวความคิดในเรื่องของการปรับปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้ต้นทุเรียนมีความสมบูรณ์และพร้อมที่จะออกดอก โดยวีการดังนี้ คือ

1. การเร่งให้ต้นทุเรียนพร้อมที่จะออกผล การ บังคับให้ทุเรียนออกผลนอกฤดูกาลนั้นจำเป็นต้องเร่งให้ทุเรียนมีความพร้อม เสียก่อน ในทางปฏิบัติจะทำได้โดยการใส่ปุ๋ยให้แก่ต้นทุเรียน ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุเรียนสมบูรณ์เร็วขึ้นและพร้อมที่จะออกดอกทันทีเมื่อกระทบ อากาศเย็น การใส่ปุ๋ยให้กับต้นทุเรียนกระทำเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้

ก.การใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตและบำรุงต้นทุเรียน โดยให้ใส่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ปุ๋ยที่ใส่ได้แก่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 3-4 กิโลกรัมต่อต้น การใส่ปุ๋ยให้แบ่งใส่ 2 ครั้งห่างกัน 2-3 สัปดาห์ การใส่ปุ๋ยในระยะนี้จะทำให้ผลทุเรียนมีคุณภาพดีสำหรับการให้ปุ๋ยทุเรียนใน สวนที่มีระบบการชลประทานดีและมีน้ำอย่างเพียงพอ ให้เริ่มใส่ปุ๋ยตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ซึ่งมีข้อดีคือจะทำให้ขั้วทะเรียนเหนียวและไม่ร่วงง่าย แต่ถ้าทุเรียนแตกใบอ่อนแล้วให้ใส่ปุ๋ยเพิ่มเป็นสองเท่าและฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 20-20-20 จำนวน 3 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 5-7 วัน จะทำให้ต้นทุเรียนไม่สลัดผลทิ้ง เพราะมีอาหารเพียงพอที่จะบำรุงต้นและผล ผลทุเรียนที่ได้จะมีขนาดโต
ข.การใส่ปุ๋ยหลังการตัดแต่ง ภายหลังจากที่ได้ตัดแต่งกิ่งเรียบร้อยแล้วให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 2-3 กิโลกรัมต่อต้น โดยใส่ในช่วงเดือนกรกฏาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกชุก จะทำให้ต้นทุเรียนเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและจะมีความสมบูรณ์มากขึ้น
ค.การใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งให้ทุเรียนเตรียมออกดอก ในช่วงปลายฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายน ให้ใส่ปุ๋ยเม็ดเพื่อกระตุ้นให้ทุเรียนออกดอกโดยใส่ปุ๋ยสูตร 6-24-24 อัตรา 2-3 กิโลกรัมต่อต้น จะทำให้ต้นทุเรียนสมบูรณ์และพร้อมที่จะออกดอก
ง.การฉีดพ่นปุ๋ยและฮอร์โมนเร่งการออกดอกและผล ภายหลังจากที่ฝนหยุดตกและพื้นดินเริ่มแห้ง ให้ทำการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบแก่ทุเรียน ปุ๋ยที่นิยมฉีดให้ต้นทุเรียนได้แก่ปุ๋ยสูตร 10-52-17 จำนวน 2-3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบน้ำมีข้อดีคือ ทำให้ต้นทุเรียนได้รับน้ำไม่มากจนเกินไปพอที่จะทำให้ทุเรียนแตกใบอ่อนได้ นอกจากนี้มีชาวสวนบางรายใช้ฮอร์โมน เอ็น.เอ.เอ. ที่มีชื่อการค้าว่าแพลนโนฟิกซ์ ฉีดพ่นในอัตรา 3-5 ซี.ซี. ผสมน้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 10-15 วัน ซึ่งการฉีดพ่นฮอร์โมนดังกล่าวจะช่วยให้ทุเรียนมีการสะสมอาหารจำพวกแห้งเพิ่ม มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ทุเรียนมีความพร้อมในการออกดอกและผลได้เร็วขึ้น

2. การปรับสภาพพื้นที่ภายในสวนให้เหมาะสมต่อการออกดอกและผล การปรับสภาพพื้นที่เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยเร่งให้ทุเรียนออกดอกได้ เร็วขึ้น และควรทำพร้อมกับการใส่ปุ๋ยเพื่อสะดวกในการปฏิบัติงาน ในการปรับสภาพพื้นที่ภายในสวนนั้นควรปรับให้มีสภาพดังนี้

ก.ปรับพื้นที่ให้มีการระบายน้ำดี โดยธรรมชาติแล้วไม้ผลที่ขึ้นอยู่ในที่ดินดอนจะออกดอกได้ง่ายและเร็วกว่าต้น ที่ขึ้นอยู่ในที่ลุ่ม และต้นที่ขึ้นอยู่ในที่ดินทรายจะออกดอกได้ง่ายกว่าต้นที่ขึ้นในที่ดินเหนียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับสภาพพื้นดินเพื่อให้มีการระบายน้ำดี การปรับสภาพดังกล่าวจะทำให้ทุเรียนหยุดการเจริญทางกิ่งก้านและใบเพื่อเตรียม ตัวสำหรับการออกดอกและออกผลต่อไป
ข.ทำความสะอาดโคนต้นทุเรียน การทำความสะอาดโคนต้นทุเรียนให้กระทำก่อนที่จะหมดช่วงฤดูฝน โดยเก็บเศษใบไม้ ใบหญ้าออกให้หมด ซึ่งจะทำให้ดินบริเวณโคนต้นทุเรียนแห้งเร็วและมีอากาศถ่ายเทได้ดีรวมทั้งไม่ เป็นแหล่งสะสมของโรคแมลง

3. ตัดแต่งกิ่งที่งอกออกมาใหม่ ภายหลังจากที่ชาวสวนเก็บผลผลิตหมดแล้วช่วงนี้มักจะมีกิ่งใหม่แตกออกมาเสมอ ดังนั้นจึงจำเป็นที่ชาวสวนจะต้องทำการตัดแต่งกิ่งเหล่านั้นทิ้งไปเสีย เพื่อช่วยรักษาทรงพุ่มให้โปร่งและไม่ต้องเปลืองธาตุอาหารโดยไม่จำเป็นสำหรับ กิ่งที่ควรทำการตัดแต่งควรมีลักษณะดังนี้

1.กิ่งที่เจริญออกจากโคนต้นจนถึงความสูง 1 เมตร ให้ตัดแต่งออกให้หมด
2.กิ่งที่เจริญออกจากลำต้นตั้งแต่ระดับความสูง 1 เมตรขึ้นไป ควรปล่อยให้มีการแตกสลับกัน ทั้งนี้เพื่อช่วยให้กิ่งเหล่านั้นไม่บังแสงซึ่งกันและกัน และระยะห่างของกิ่งที่แตกก็ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะช่วยทำให้ทุเรียนมีการแตกใบนอกทรงพุ่มเหมือนกันหมด การตัดแต่งกิ่งแบบนี้จะช่วยให้แสงส่องเข้ามาในทรงพุ่มได้สะดวก ทั้งยังช่วยให้ต้นทุเรียนสมบูรณ์ ลดความรุนแรงของโรครากและโคนเน่าได้อันจะช่วยให้ทุเรียนออกดอกและติดผลได้ เร็วกว่าฤดูปกติอีกด้วย

วิธีการที่ 2 : เป็นแนวความคิดของคุณโกเตียงกวง โกศัลล์วัฒนา เกษตรกรชื่อดังแห่งจังหวัดจันทบุรี มีวิธีปฏิบัติดังนี้

1. การตัดแต่งกิ่ง การปลูกทุเรียน เพื่อให้มีผลดกมีคุณภาพดี จำเป็นจะต้องมีการตัดแต่งกิ่งทุกปี โดยทำในช่วงหลังจากเก็บเกี่ยวผลทุเรียนเสร็จแล้วประมาณ 15-20 วัน ซึ่งเป็นระยะที่ทุเรียนเข้าสู่ระยะการพักตัว และจะทำการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่เห็นว่าไม่มีประโยชน์เท่านั้นเช่น กิ่งที่เป็นโรค กิ่งแขนงหรือกิ่งที่แสงแดดส่งไม่ถึง การตัดแต่งกิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์ในแง่ที่ทุเรียนได้รับธาตุอาหารอย่าง เต็มที่ โดยไม่ต้องกระจายอาหารไปยังกิ่งทุกกิ่งบนต้นรวมถึงกิ่งที่ไม่มีประโยชน์ด้วย

2. การใส่ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยทุเรียนสามารถกระทำได้ 2 วิธี คือ

ก.การใส่ปุ๋ยทางดิน เป็นการใส่เพื่อให้ทุเรียนได้ใช้ธาตุอาการอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่พอเหมาะ โดยใช้ปุ๋ยที่มีสูตรตัวหน้าต่ำเช่นสูตร 9-24-24 สำหรับเหตุผลที่ใช่ปุ๋ยสูตร 9-24-24 แทนการใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ก็เพราะถ้าใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งเป็นสูตรที่มีปุ๋ยไนโตรเจนสูง อาจทำให้ไนโตรเจนตกค้างอยู่ในดินเป็นปริมาณที่มาก ซึ่งมีผลถึงช่วงที่ทุเรียนออกดอก จะทำให้มีการแตกใบอ่อนออกมาได้ในทางปฏิบัติแล้วถ้าต้องการให้ทุเรียนแตกใบ อ่อน เช่น ในกรณีต้องการให้ทุเรียนแตกใบอ่อนเร็ว เพื่อให้ทุเรียนมีใบแก่และพักตัวเร็วขึ้น จะใช้วิธีฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเลย เพราะให้ผลดีกว่าและมีธาตุไนโตรเจนตกค้างอยู่ในดินในจำนวนที่น้อยมาก

ข.การให้ปุ๋ยทางใบ การให้ปุ๋ยทางใบเป็นการให้ปุ๋ยเพื่อให้ต้นทุเรียนใช้ธาตุอาหารได้อย่างรวด เร็ว โดยปกติมักใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ ๆ เช่นสูตร 18-18-18 หรือ 20-20-20 แล้วเพิ่มด้วยจิบเบอร์เรลลิน ในอัตราส่วน 100 มิลลิกรัม (2 หลอด) ต่อน้ำ 200 ลิตร เพื่อต้องการเร่งให้ใบชุดแรกออกมาเร็ว ส่วนในครั้งต่อไปให้ใช้ ซีปลาสเอฟ อัตรา 30 ซี.ซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใช้อีกสูตรหนึ่งแทนก็ได้คือ

- ดีซ (อาหารเสริม) 400 ซี.ซี.
- ปุ๋ยเก็ด (10-52-17) 400 กรัม
- โปแตสเซียมไนเตรท (13-0-46) 600 กรัม
- น้ำสะอาด 200 ลิตร
- การให้ปุ๋ยหรืออาหารเสริมทางใบนี้จะให้ 2 ครั้ง โดยฉีดพ่นดังนี้

ครั้งที่ 1 ฉีดพ่นในช่วงทุเรียนเข้าสู่ระยะพักตัวไปจนกระทั่วทุเรียนออกดอกและดอก ทุเรียนอยู่ในระยะไข่ปลา แล้วจึงหยุดฉีด (ควรจะฉีดครบรอบวงจรประมาณ 4-5 ครั้ง)
ครั้งที่ 2 ฉีดเมื่อทุเรียนติดผลเท่ากับไข่ไก่และจะฉีดต่อไปทุก ๆ 15-20 วัน ในแต่ละครั้งที่ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบอาจใส่ปุ๋ยทางใบเสริมด้วยก็ได้เพื่อให้ผลโต เร็วยิ่งขึ้น ปุ๋ยที่ใช้ได้แก่ปุ๋ยสูตร 12-12-17+2

***การฉีดพ่นปุ๋ยหรืออาหารเสริมทางใบนี้ ควรจะปฏิบัติในช่วงที่ทุเรียนอยู่ในระยะใบเพสลาด ทั้งนี้เพราะทุเรียนจะปรับตัวได้ดี ทำให้มีการเก็บอาหารได้เพิ่มขึ้นและสามารถแทงตาดอกออกมาได้เร็วขึ้น ในกรณีที่ต้องการจะฉีดพ่นในช่วงใบอ่อนก็สามารถกระทำได้ แต่มีผลเสียกล่าวคือปุ๋ยที่ให้จะไปเลี้ยงใบให้เจริญมากเกินไปจนทำให้ตาดอก ออกได้ช้า ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วไม่นิยมทำกัน

3. การให้น้ำ การให้น้ำนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ทุเรียนกำลังติดดอก ฉะนั้นจึงควรมีการปฏิบัติด้วยความระมัดระวังและพิถีพิถันโดยมีวิธีการให้น้ำ ดังนี้

ระยะก่อนดอกทุเรียนบาน 15 วันไปจนถึงดอกบานแล้ว 15 วัน ควรให้น้ำจากปลายพุ่มใบเข้าไปประมาณ 1 เมตร โดยให้ในปริมาณที่เท่ากับจำนวนที่เคยให้การให้น้ำวิธีนี้จะทำให้มี เปอร์เซ็นต์การติดดอกดีขึ้นและทุเรียนจะติดดอกที่โคนกิ่งได้มากขึ้นซึ่งทำ ให้ไม่ต้องใช้ไม้ค้ำหรือโยงกิ่ง เหมือนกับกรณีที่ทุเรียนติดดอกบริเวณปลายกิ่งอย่างเช่นกรณีที่ให้น้ำด้วย วิธีอื่น

ระยะต่อไป ให้ทำไปจนถึงปลายพุ่มใบ สำหรับความถี่ความบ่อยครั้งของการให้น้ำนั้น ให้สังเกตจากความชื้นของดินบริเวณโคนต้นเป็นหลัก ถ้าดินมีความชื้นสูงก็ไม่ควรให้น้ำ แต่ถ้าความชื้นในดินมีน้อยหรือดินแห้งก็เริ่มให้น้ำได้ การให้น้ำควรระวังอย่าให้น้ำถูกลำต้นทุเรียนเพราะจะเกิดโรคโคนเน่าได้ง่าย

***สำหรับอัตราการให้ปุ๋ยทางดินนี้จะขึ้นอยู่กับอายุของทุเรียนเป็นสำคัญ กล่าวคือ

- ทุเรียนอายุ 8-12 ปี ใส่ปุ๋ยในอัตรา 2-5 กิโลกรัมต่อต้น
- ทุเรียนอายุ 13-19 ปี ใส่ปุ๋ยในอัตรา 3-4 กิโลกรัมต่อต้น
- ทุเรียนอายุ 20-30 ปี ใส่ปุ๋ยในอัตรา 4.5-5 กิโลกรัมต่อต้น
(การใส่ปุ๋ยจะใส่เพียงครั้งเดียงโดยใส่พร้อมกับการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบครั้งแรก)

วิธีการที่ 3 : เป็นแนวความคิดของคุณประภัทรพงษ์ เวชชาชีวะ ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงจากการผลิตทุเรียนกระดุมนอกฤดู สวนนี้เน้นในเรื่องพันธุ์และการดูแลรักษาโดยมีรายละเอียดดังนี้ คือ

1. พันธุ์ พันธุ์ที่เน้นก็คือพันธุ์เบาที่ออกลูกง่าย ติดผลง่าย เช่น พันธุ์กระดุม กบแม่เฒ่า ก้านยาว ชะนี อีลวง สาวน้อยเรือนงาม เป็นต้น

2. การดูแลรักษา เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งและต้องกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีการปฏิบัติในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ คือ

1.การตัดแต่งกิ่งการตัดแต่งกิ่งทุเรียนจะทำภาย หลังจากที่ทุเรียนให้ผลและเก็บผลไปแล้ว โดยกิ่งที่ทำการตัดแต่งคือ กิ่งที่เป็นโรค กิ่งที่แสงแดดส่องไม่ถึงกิ่งน้ำค้าง กิ่งที่อ่อนแอหรือกิ่งที่ใกล้จะตาย และโดยเฉพาะกิ่งน้ำค้างนั้นเป็นกิ่งที่มีการเจริญเติบโตได้เร็ว และคอยแย่งน้ำ และอาหารจากลำต้น จึงจำเป็นต้องติดแต่งทิ้งทันที

2.การใส่ปุ๋ยหลังจากที่ได้เก็บเกี่ยวผลไปแล้วให้ใส่ปุ๋ยที่มี ไนโตรเจนสูงเนื่องจากผลทุเรียนที่ตัดไปนั้น มีแป้งเป็นองค์ประกอบ และแป้งเหล่านั้นก็ได้มาจากอาหารพวกไนโตรเจน ดังนั้นเมื่อทุเรียนสูญเสียแป้งไปมาก ก็ต้องใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเสริมเข้าไป ปุ๋ยที่ใส่เช่นสูตร 14-14-14 , 15-15-15, 16-16-16 หรือ 20-10-10 ก็ได้ จากนั้นก็ควรฉีดปุ๋ยยูเรียทางใบหรือทางราก เสริมอีกครั้งหนึ่ง

***เมื่อถึงช่วงปลายฤดูฝนระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม พอฝนเริ่มทิ้งช่วงก็ให้ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ก่อนที่ทุเรียนจะออกดอก โดยใส่ปุ๋ยสูตรตัวหน้าต่ำเช่น สูตร 6-24-24 , 9-24-24 ซึ่งใช้กับดินทราย แต่ถ้าเป็นดินเหนียว ซึ่งมีโปแตสเซี่ยมสูงอยู่แล้ว ก็ใช้สูตร 1 : 2 : 1 เช่น 12-24-12 เพื่อให้ทุเรียนเตรียมพร้อมสำหรับการออกดอกต่อไป

3.การให้น้ำการให้น้ำทุเรียนจะให้หลังจากที่ฝนทิ้งช่วงในระหว่างปลาย ฤดู คือ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ทุเรียนมีการพักตัวและมีสภาพพื้นดินแห้งแล้ง อาจจะเป็น 10-18 วันก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับความสูงของพื้นที่ เช่น ถ้าพื้นที่มีความสูงมาก การให้น้ำก็จะเร็วขึ้น เมื่อเห็นว่าพื้นดินแห้ง ก็เริ่มให้น้ำ เพื่อกระตุ้นให้ทุเรียนเกิดตาดอก หลังจากให้น้ำไปแล้วต้องคอยสังเกตดูว่าทุเรียนแตกตาดอกหรือยัง ถ้ามีการแตกตาดอกแล้ว และเห็นว่าปริมาณดอกมีน้อยอยู่ก็ให้น้ำอีกครั้งหนึ่งในปริมาณน้อย ๆ ประมาณ 3-4 วันหลังจากนั้นก็จะเห็นดอกทุเรียนเพิ่มมากขึ้น

***เมื่อเห็นว่าดอกทุเรียนมีปริมาณเพียงพอแล้วก็ให้น้ำเต็มที่ทุกวัน แต่อย่างไรก็ตามปริมาณดอกทุเรียนจะมีมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับ ความสมบูรณ์ของต้น การสะสมอาหาร การให้ปุ๋ย การปราบวัชพืชและการตัดแต่งกิ่งด้วย สำหรับวิธีการให้น้ำแก่ต้นทุเรียนนั้น อาจให้แบบสปริงเกลอร์ หรือใช้สายพลาสติกปล่อยน้ำไปที่โคนต้นก็ได้ ถ้าให้แบบสปริงเกลอร์ อาจจะให้วันเว้นวัน หรือทุกวันก็ได้ แต่ถ้าให้วันเว้นวัน ก็ควรให้ในปริมาณที่มากต่อครั้งหนึ่ง ๆ ถ้าให้แบบใช้สายพลาสติกปล่อยน้ำไปที่โคนต้นทุเรียน ก็ควรให้ประมาณ 5-6 วันต่อครั้ง

4.การฉีดยาป้องกันโรคแมลง โรคและแมลงนับว่าเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งในการที่จะทำให้ทุเรียนออกดอกนอกฤดู กาล ทั้งนี้เพราะในกรณีที่มีการใส่ปุ๋ยไปแล้ว ทุเรียนจะเกิดใบอ่อนและในช่วงนี้จะมีแมลงมากัดกินเสมอ ดังนั้นปุ๋ยที่ใส่ให้ทุเรียนก็จะถูกแมลงเหล่านี้กินทางอ้อม ต้นทุเรียนก็ขาดความสมบูรณ์ ซึ่งจะมีผลไปถึงการออกดอกและติดผลต่อไป สำหรับโรคนั้นก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันคือ ในช่วงฤดูฝนในสภาวะที่มีอากาศชื้น ความชื้นสัมพันธ์สูงนั้น มักจะเกิดโรคระบาดในทุเรียนเสมอ โดยเฉพาะโรครากเน่าและโคนเน่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการฉีดยาป้องกันและกำจัดอยู่เสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ต้นทุเรียนมีความสมบูรณ์และเตรียมพร้อมที่จะให้ดอกและติด ผลต่อไป

วิธีการที่ 4 : เป็นแนวความคิดของคุณสรรเสริญ ศรีพระยา ซึ่งเป็นเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีเช่นเดียวกัน สวนนี้จะเน้นในเรื่องการสร้างพื้นฐานทางดินและการใส่ปุ๋ยก่อน แล้วจึงเข้าไปสู่สรีระวิทยาของทุเรียนและมีสภาพฟ้าอากาศเป็นส่วนประกอบกล่าว คือ

การใส่ปุ๋ย ทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโต ช่วงออกดอกหรือหลังเก็บเกี่ยว แต่ชนิดของปุ๋ยที่ทุเรียนต้องการจะไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราจึงต้องค้นหาว่า แต่ละช่วงทุเรียนต้องการปุ๋ยอะไร และให้ปุ๋ยเสริมจนเพียงพอที่จะออกดอก สำหรับชนิดของปุ๋ยที่ใช้ในสวนทุเรียนนั้นได้แก่ ปุ๋ยสูตร9-24-24 และอาหารเสริมทางใบ พอทุเรียนเริ่มออกดอกก็ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 พร้อมอาหารเสริมทางใบและปุ๋ยทางใบสูตร 10-52-17 การให้อาหารเสริมในช่วงที่ทุเรียนกำลังออกดอกและติดผลนี้มีความสำคัญมาก เพราะจะมีผลถึงการติดผลและการขยายขนาดของผลหรือความสมบูรณ์ของผล

วิธีการที่ 5 : ป็นการใช้สารเคมีเร่งดอกทุเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลทุเรียนก่อนฤดูหรือต้นฤดู ดังนั้นหากมีการผลิตทุเรียนออกมาจำหน่ายได้ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ก็จะจำหน่ายได้ในราคาสูงมาก สารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเร่งดอกทุเรียนก็ คือ

สารพาโคลบิวทราโซล แต่วิธีการใช้สาร ที่เหมาะสมกับทุเรียนจะแตกต่างจากมะม่วงและมะนาว จากงานทดลองต่าง ๆ ของนักวิชาการสรุปได้ว่าการใช้สารพาโคลบิวทราโซลความเข้มข้น 1,000 พีพีเอ็ม พ่นต้นในระยะใบอ่อน จะทำให้ทุเรียนออกดอกได้ภายใน 2 เดือนหลังจากการพ่นสาร อย่างไรก็ตามในกรณีของทุเรียนนี้เรื่องความสมบูรณ์ของต้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าต้นไม่สมบูรณ์เพียงพอก็จะไม่ตอบสนองต่อสารนี้ เท่าที่มีการศึกษาเรื่องนี้ในปัจจุบัน พอสรุปได้ว่าพันธุ์ที่เติบสนองต่อสารได้ดี คือ พันธุ์ชะนี ส่วนพันธุ์อื่นยังไม่มีข้อมูลที่เด่นชัด จึงยังไม่สามารถแนะนำให้ใช้กับพันธุ์อื่น

You can leave a response, or trackback from your own site.