มะปราง-มะยงชิด

เทคนิคการปลูกและการผลิตมะยงชิดคุณภาพดีสวนสมหมาย จ.พิจิตร
หลาย คนคงไม่ทราบว่า จ.พิจิตรเป็นแหล่งผลิตมะยงชิดพันธุ์ดีที่ใหญ่ที่สุดของ ประเทศ เฉพาะเขตพื้นที่ ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก มีพื้นที่ปลูกมะยงชิดพันธุ์ ดีประมาณ 2,000 ไร่ ผลผลิตมะยงชิดของจังหวัดพิจิตร เป็นที่ต้องการของ ตลาด เพราะผลใหญ่ เนื้อแข็ง และมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อยผลผลิตส่วน ใหญ่จะมีพ่อค้าเป็นจำนวนมากมารับซื้อเพื่อขายตลาดในประเทศและมีบางส่วนส่งไป ขายยังต่างประเทศ

สวนสมหมาย นับเป็นมะยงชิดรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด มีพื้นที่ปลูกมะยงชิดพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตเต็มที่ประมาณ 200 ไร่ อายุต้นตั้งแต่12-20ปี ปละที่ยังไม่ให้ผลผลิตเต็มที่ประมาณ 200 ไร่ อายุต้นตั้งแต่ 12-20 ปี และที่ยังไม่ให้ผลผลิตเต็มที่อีกจำนวนหนึ่ง ปัจจุบัน คุณนคร บัวผัน บ้านเลขที่ 56/1 ม.1 ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร 66160 โทร. 086-2067205 เป็นผู้จัดการสวน

สวนสมหมาย เกิดขึ้นเพราะความพยายามของคุณพ่อสมหมาย บัวผัน (เสียชีวิตแล้ว) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 โดยเริ่มจากการนำมะม่วงพันธุ์เพชรบ้านลาดมาปลูก จนประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ต่อมาในปี พ.ศ.2527 ได้ไปซื้อพันธุ์มะยงชิด หลากหลายสายพันธุ์ มาทดลองปลูก โดยคิดว่าต่อไปเมื่อมีคนปลูกมะม่วงเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำลง จึงได้เริ่มศึกษาพันธุ์มะยงชิดจากที่ต่างๆ พบว่ามะยงชิดพันธุ์ไข่ไก่ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีกว่า มะยงชิดพันธุ์อื่นๆ จึงได้ตัดสินใจขยายพันธุ์มะยงชิดพันธุ์ไข่ไก่ไปปลูกแซมในสวนมะม่วง

เหตุผลที่เลือกปลูกมะยงชิดพันธุ์ไข่ไก่ :

คุณนคร แนะนำว่าการปลุกมะยงชิดและการเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่นั้นมี ความสำคัญมาก สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนตัดสินใจเลือกพันธ์ปลูกก็คือ จะต้องเป็นพันธุ์ที่ติดผลง่าย ผลมีขนาดใหญ่ เมล็ดเล็ก เนื้อแน่น รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง เนื้อนแนจะได้เปรียบมะยงชิดจากแหล่งอื่น

**เพราะถ้าเนื้อแน่นจะสามารถวางขายผลผลิตในตลาดได้ยาวนานกว่าพันธุ์ที่มีเนื้อนิ่ม พ่อค้า แม่ค้าจะชอบมาก ผู้บริโภคติดใจ

เทคนิคการปลูกและการดูแลรักษามะยงชิดสวนสมหมาย จ.พิจิตร :

การปลูกมะยงชิด พื้นที่ปลูกนับเป็นปัจจัยหลักที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของผลผลิต ให้ออกมาต่างกัน เช่น มะยงชิดที่ปลูกในพื้นที่ดินนาหรือพื้นที่ลุ่มน้ำผลจะใหญ่ผิวมีสีเหลือง แต่เนื้อจะนิ่มออกเละ รสชาติไม่เข้มข้นเพราะดินนาเป็นดินเหนียว เป็นดินที่เก็บความชื้นไว้นาน จึงทำให้ผลผลิตที่ได้มีรสชาติไม่เข้มข้น ส่วนดินลูกรังนั้นจะได้เปรียบเรื่องรสชาติ รสชาติจะเข้มข้นและผิวผลออกสีเหลืองส้มเข้มกว่า

การปลูกและการดูแลรักษามะยงชิดสวนสมหมาย :

การปลูกจะต้องเริ่มต้นจากการกำหนดระยะปลูกให้เหมาะสม ที่แนะนำคือ 8*8 เมตร โดยในช่วงแรกอาจปลูกแซมพืชอื่นไปก่อน กว่าต้นมะยงชิดจะให้ผลผลิตเต็มที่ก็เมื่อมีอายุประมาณ 7-8 ปี และผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามอายุของต้น ซึ่งโดยปกติแล้วชาวสวนจะมีเคล็ดลับและวิธีการดูแลต้นมะยงชิดให้ออกดอกติดผล ต่างกันไป แต่ที่สวนสมหมายจะมีการแต่งกิ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ตัดแต่งกิ่งที่แห้งตาย กิ่งที่เบียดชิดกันและกิ่งที่อยู่ในร่มเงา ตัดแต่งเสร็จใส่ขี้วัวเก่าต้นละ 2-3 กระสอบปุ๋ย ส่วนปุ๋ยเคมีจะใช้สูตร 8-24-24 อัตราต้นละ 1-2 กิโลกรัม โดยใส่ในช่วงเดือนกรกรกฎาคม – เดือนกันยายน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับต้นก่อนการออกดอก

** เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมและมีอากาศหนาวเย็นติดต่อกัน 7-10 วัน ยอดของมะยงชิดจะพัฒนาเป็นตาดอกและจากระยะดอกจนถึงเก็บผลผลิตจะใช้ระยะเวลา เพียง 85-90 วัน ในแต่ละปีมะยงชิดจะออกดอก 2- 3 รุ่น รุ่นแรก จะออกดอกเดือนพฤศจิกายน เละไปเก็บผลผลิตประมาณปลายเดือนมกราคม รุ่นที่ 2 จะออกดอกช่วงเดือนธันวาคม ไปเก็บผลผลิตเอาช่วงปลายเดือนกุมภาพันธุ์ แต้ถ้าปีไหนอากาศเย็นนานจะมีรุ่นที่สามคือดอกจะออกต้นเดือนมกราคม และไปเก็บผลผลิตเดือนมีนาคม

หลังจากเริ่มแทงช่อดอกจะต้องดูแลเป็นพิเศษ ทางดินควรมีการให้น้ำทุก 5- 7 วัน (ขึ้นอยู่กับความชื้นในสวน การให้น้ำมากไปจะทำให้เนื้อผลมะยงชิดเละ) จนกว่าผลอ่อนจะมีขนาดเท่ากับหัวแม่มือ จึงเริ่มงดการให้น้ำ ใน เรื่องของสารเคมีที่จำเป็นต้องใช้ ในช่วงที่กำลังแทงช่อดอกหรือแตกใบอ่อน เนื่องจากในระยะดังกล่าวจะพบว่ามีศัตรูที่สำคัญคือเพลี้ยไฟและโรคที่สำคัญ คือโรคแอนแทรคโนส ซึ่งที่สวนจะใช้สารเคมีในช่วงนี้มาก เพราะต้องการ ควบคุมคุณภาพของผลผลิตให้ได้และต้องเลือกใช้สารเคมีที่ปลอดภัยตา,มาตรฐาน GAP สารเคมีที่แนะนำให้ฉีดพ่นป้องกันเพลี้ยไฟคือ สารอะบาเม็กติน เช่น แจคเก็ต โดยฉีดพ่น 2 ครั้ง คือ ระยะก่อนดอกยานและระยะหลังดอกโรยในช่วงที่ดอกบาน จะไม่มีการฉีดพ่นสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนโรคแอนแทรคโนส จะใช้สารเคมีกลุ่มโปรคลอราช ฉีดพ่นในช่วงก่อนดอกบาน ส่วนหลังจากดอกโรยจะใช้สารแมนโคเซป เช่น เพนโคเซป และ โปรคลอราชสลับกัน โยจะฉีดพ่นจนกว่าผลจะมีขนาดเท่าหัวแม่มือหรือยู่ในระยะสลัดผลจึงหยุดฉีด ***เป็น ที่น่าสังเกตว่า คุณนคร บัวผัน จะไม่นิยมใช้ปุ๋ยหรือฮอร์โมนเร่งขนาดผลเลย เพราะการใช้ปุ๋ยมากๆ อาจทำให้เนื้อของมะยงชิดดเละและไม่แน่น

การเก็บเกี่ยวผลผลิตมะยงชิดพันธุ์ดี : จะ ต่างกันไปแล้วแต่ความต้องการของตลาดถ้าเป็นตลาดในประเทศจะเก็บที่ความแก่ เกือบ 100% คือ เก็บไปแล้วรับประทานได้เลย โดยสังเกตจากผิวเปลือก จะต้องออกเหลืองส้มเกือบทั้งผล รสชาติจะหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย แต่ถ้าเก็บส่งตลาดต่างประเทศจะต้องเก็บเกี่ยวที่ความแก่ประมาณ 90% คือ ผิวจะออกสีจำปา แต่ยังไม่ทันแดง เพราะการส่งตลาดต่างประเทศใช้ระยะเวลานานต้องผ่านหลายขั้นตอน ตัวอย่างของประเทศในเขตยุโรป ต้องใช้ระยะเวลาในการผ่านกระบวนการต่างๆ ประมาณ 7 วัน ถ้าเก็บที่ความแก่เต็มที่ เมื่อถึงปลายทางเนื้อจะเละวางขายได้ไม่นาน

คุณภาพของผลผลิต คือ หัวใจในการผลิตมะยงชิดพันธุ์ดี : ที่สวนสมหมายจะเน้นทุกขั้นตอนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการเก็บผลผลิต จะใช้กรรไกรตัดผลหรือใช้มือเก็บเท่านั้น ผู้ที่เก็บจะต้องมีความชำนาญและประณีต ต้องดูลักษณะผลว่าเป็นผลแก่หรือผลอ่อน ต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง เพราะถ้าเก็บแรงผลจะช้ำก่อนถึงมือผู้บริโภคผลจะเละ เรื่องการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่หลายสวยใช้ตะกร้อสำหรับสอยมะม่วงมาเก็บผล มะยงชิด จะทำให้ได้ผลที่ช้ำสีผิวไม่สวย เวลาขายจะขายไม่ได้ราคา เพราะผลมีตำหนิ

อนาคตการตลาด เมื่อสอบถามถึงเรื่องการ ตลาดในอนาคตคุณนคร ตอบด้วยความมั่นใจว่า แม้จะมีผู้ขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้นแต่ตลาดก็ยังดี เพราะมะยงชิด เป็นไม้ผลที่บังคับให้ออกดอกนอกฤดูไม่ได้ต้องอาศัยธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วมะยงชิดจะเริ่มออกสู่ตลาดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พอหมดก็จะเลื่อนมาที่ปราจีนบุรี นครนายก เข้าสู่ เขตภาคกลาง ต่อจากภาคเหนือตอนล่าง คือ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร และ สุดท้ายที่เชียงใหม่ ผลผลิตจะถูกควบคุมโดยธรรมชาติผลผลิตจะออกไม่พร้อมกัน
ราคามะยงชิดพันธุ์ดีที่สวนสมหมายจะตั้งราคาไว้มาตรฐานเหมือนกันทุกปี จะไม่ต่างกันมากนักโดยคัดเป็นเบอร์ดังนี้

- เบอร์ 1 ขนาดผล 13 -15 ผล ต่อ กิโลกรัม ขายส่งเฉลี่ยกิโลกรัมละ 80 – 100 บาท
- เบอร์ 2 ขนาดผล 16- 17 ผล ต่อกิโลกรัม ขายส่งเฉลี่ยกิโลกรัมละ 60 – 70 บาท
- เบอร์ 3 ขนาดผล 18 ผล ต่อ กิโลกรัม ขายส่งกิโลกรัมละ 30 -40 บาท
- ผลเล็กหรือตกเกรด ขายรวมกิโลกรัมละ 20 บาท

ด้านตลาดต่างประเทศจะใช้มะยงชิดเกรด1 แต่จะต้องคัดผลที่ผิวสวยจริงๆ ขายได้กิโลกรัมละ 150 บาท แต่การเก็บส่งออกต้องมีความประณีตมาก นอกจากนั้นยังมีตลาดบน คือ ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น TOPs Supermaket จะบรรจุกล่องจากสวนส่งขายในลักษณะสั่งซื้อพิเศษ ซึ่งสวนสมหมายจะคัดผลบรรจุกล่องสวยงามขายเป็นของฝากให้ผู้สนใจในราคากล่องละ 150 บาท (น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม) ผู้ใดสนใจติดต่อโดยตรงที่เบอร์ คุณนคร บัวผัน โทร.086-2067205

คุณนครยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า “ผมว่ามะยงชิดไข่ไก่เป็นไม้ผลที่มีอนาคต เพราะใช้ทุนในการผลิตต่ำที่สำคัญผมคิดตามแนวทางของพ่อสมหมายที่สอนไว้ว่าถ้า เราขายมะยงชิดไข่ไก่ได้แค่กิโลกรัมละ 10-15 บาท ก็พอใจแล้วไม่ต้องคิดว่าจะบายได้กิโลกรัมละ 80 บาท หรือ 100 บาท เพราะถ้าพึงวันที่ราคามะยงชิดไข่ไก่ตกลงมาเหลือ 10 หรือ 15 บาท เราก็ยังขายผลผลิตได้ง่ายกว่ามะยงชิดพื้นบ้านที่มีผลขนาดเล็กกว่า


การปลูกมะยงชิดพันธุ์ตาพ้อม(พันธุ์ทูลถวาย)มะยงชิดลูกใหญ่สุโขทัย
มะยงชิด จัดว่าเป็นผลไม้ที่นิยมปลูกกันมากในปัจจุบัน เพราตลาดมีความต้องการสูง ผล ผลิตมีราคาแพง เฉลี่ยแล้ว 100-300บาทต่อกิโลกรัม นอกจากตลาดภายในประเทศ แล้ว โอกาสการทำตลาดต่างประเทศก็ยังมีอนาคตที่สดใส หากเกษตรกรท่านใดมีความ สนใจจะปลูกมะยงชิด เพื่อการค้าหรือปลูกไว้รับประทานผลหรือเป็นของฝาก ทดลอง ปลูกมะยงชิดพันธุ์ตาพ้อมท่านจะไม่ผิดหวัง

สวนตาพ้อมเป็นสวนเกษตรผสมผสานที่มีการพัฒนาให้ทัน ยุคสมัย ตั้งอยู่ในส่วนของภาคเหนือตอนล่าง ของ จ.สุโขทัยและเป็นสวนที่มีชื่อเสียงเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของคนทั่วไป สวนแห่งนี้มีเนื้อที่ 13 ไร่ ติดแม่น้ำยมฝั่งตะวันตก ขึ้นไปทางทิศเหนือจากอำเภอสวรรคโลก 3 กิโลเมตร เรียกว่าบ้านป่ามะม่วง หมู่ 3 ตำบลวังพิณพาทย์ อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย อดีตผู้เป็นเจ้าของเคยทำงานสำนักข่าวสารอเมริกัน ถ.สาธรใต้ และเคยรับราชการในหน่วยงานการประปาส่วนภูมิภาค กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย แต่ด้วยความเป็นผู้รักธรรมชาติเป็นทุนเดิม และรักงานอิสระมากกว่า จึงลาออกมาประกอบอาชีพทำสวน ด้วยการเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.2530 จากการปลูกไม้ผลผสมผสาน นานาชนิด และ ปลูกมะยงชิดเป็นไม้ประธานอย่างเช่น ส้มโอ สะเดานอกฤดู และ กระท้อนกำมะหยี่ ซึ่งทำชื่อเสียงให้เจ้าของสวนได้เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป

ปัจจุบันไม้ผลรองประธานได้ถูกโค่นและนำออก จนเกือบเหลือแต่มะปราง มะยงชิดเท่านั้น ในเนื้อที่ 13 ไร่ จะมีมะปราง มะยงชิด อายุ 20 ปี 15 ปี และ 10 ปี ตามลำดับต่อการปลูกก่อนหลัง เกือยทั้งหมด ตาพ้อม จะเน้นปลูกมะยงชิด โดยเหตุผล คือ มะยงชิดมีแน้วโน้มที่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการมากกว่า

จะทำอะไรเดี๋ยวนี้ต้องมืออาชีพ หมดยุคอาจารย์กู้แล้วครับ การทำสวนไม้ผล ต้องเลือกปลูกไม้ผลที่ให้ค่าตอบแทนสูงและมีตลาดรองรับ มีอายุยืนยาวนาน แมลงศัตรูพืชรบกวนน้อย

ถ้าพูดถึงมะปราง-มะยงชิด ผลใหญ่ ในขณะนี้ถือได้ว่า เป็นผลไม้ทองคำ ก็ว่าได้ ทั้งราคาผลผลิต และราคาต้นพันธุ์ที่ดี อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่คนซื้อไม่ได้กิน คนกินไม้ได้ซื้อ ถือ เป็นของฝากเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นราคาจึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกมะปราง-มะยงชิดกันมากขึ้นใน ปัจจุบัน

สวนตาพ้อมผู้พัฒนามะยงชิด สู่ไม้ผลมีระดับ เกือบ 20 ปีที่ตาพ้อมได้คลุกคลีและบุกเบิก ปลูกมะยงชิด ผลใหญ่พันธุ์ดี ครั้งรำ พ.ศ.2530 ได้นำกิ่งทาบพันธุ์ดีจากบางขุนนนท์ กรุงเทพมหานคร จากคำบอกเล่าของอาจารย์สุทิน มาศทอง เจ้าของต้นและกิ่งพันธุ์เดิมที่ที่สวนบางขุนนนท์ ตาพ้อมได้นำมาปลูกที่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย และได้ขยายพันธุ์ปลูกเป็นลำดับ จนประสบความสำเร็จอีกครั้งในเรื่องของการปลูกมะยงชิดจนมีชื่อเสียงและเป็น ที่รู้จักของคนทั่วไป จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น จ.สุโขทัย และได้รับโล่สิงห์ทอง ผู้นำอาชีพก้าวหน้าระดับจังหวัดสุโขทัย ของกรมพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งโทรทัศน์ทุกช่องของเมืองไทย ได้มาสัมภาษณ์ถ่ายทำเป็นสารคดี เพื่อเผยแพร่ภาพเป็นวิทยาทานแก่เกษตรกรทั่วไป ตลอดจนหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ เดลินิวส์ นิตยสารต่างๆ ได้นำภาพและบทสัมภาษณ์ไปตีพิมพ์ เพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทานอีกทางหนึ่งด้วย

หากพูดถึงผลไม้ทองคำ คือ มะยงชิด ที่ขึ้นชื่อในภาคเหนือ เห็นจะเห็นสวรตาพ้อม ที่อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ที่เลื่องชื่อในเรื่องของรสชาติ และ คุณภาพจนได้รับรางวัลการันตีมากมาย เช่น ได้รับรางวังชนะเลิศอันดับ 1 ในงานประกวดมะปราง-มะยงชิด ภาคเหนือตอนล่าง ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ประจำปี 2550 และอีกหลายรางวัลจากการประกวดมะปราง – มะยงชิด ในระดับจังหวัดสุโขทัย

การปลูกมะยงชิดพันธุ์สวนตาพ้อม

การปลูก

- คัดเลือกกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่เป็นโรคและไม่มีแมลงรบกวน
- เตรียมดินปลูกโดยขุดหลุมปลุกให้มีความกว้าง 50 ซม. ยาว 50 ซม. ลึก 50 ซม.
แล้วผสมดินแกลบดำกับปุ๋ยรองก้นหลุม ให้เข้ากัน นำกิ่งพันธุ์ลงปลูก ด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ดินในถุงชำหรือตุ้มดินแตก โดยให้มีลักษณะการปลูกแบบกระทะคว่ำ
- ระยะห่างระกว่างแถวและระหว่างต้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกมะยงชิด คือ 7 * 7 เมตร ระยะปลูกดังกล่าวจะทำให้ทรงพุ่มใหญ่เต็มที่ ซึ่งจะส่งผลต่อการให้ผลผลิตของมะยงชิดอีกด้วย

เทคนิคการปลูกมะยงชิดสวนตาพ้อม :

จากประสบการณ์การทำสวนไม้ผลมากว่า 20 ปี และ รางวัลการันตีอีกมากมาย ทำให้ตาพ้อมมีเทคนิคในการทำสวนไม้ผลมากมาย โดยเฉพาะมะยงชิด ตาพ้อมจะมีวิธีการปลูก คือ ปลูกเป็นแถวนระหว่างต้น 7*7เมตร บางแปลงก็ปลูกแบบสลับฟันปลา โดยระยะแรกที่ลงปลูกจะปลูกกล้วยแซมด้วย เพื่อให้กล้วยเติบโตให้ร่มเงาแก่มะยงชิด มะยงชิดจะอาศัยร่มเงากล้วยอยู่ 3 ปี จึงค่อยโค่นกล้วยออก บางแปลงก็ปลูกมะยงชิดในร่มเงาของไม้ผล ส่วนที่อยู่กลางแจต้งจะใช้ซาปลนคลุมพรางแสง ทุกต้นจะมีระบบน้ำหยดและระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ การเตรียมหลุมปลูกในทางปฏิบัติจะขุดหลุมแบบวงกลม ให้มีรัศมี 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร ก็เพียงพอ ก้นหลุมผสมด้วยดินหมักหรือปึ๋ยคอกพอประมาณ ปลูกมะยงชิดตื้นลักษณธกระทะคว่ำ ปักไม้ค้ำยันกันลม พร้อมกับให้น้ำเพื่อให้ต้นนั้นชื้นอยู่เสมอ เนื่องจากมะยงชิดเป็นพืขที่ต้องการน้ำมาก แต่ไม่ชอบน้ำท่วมแฉะหรือขัง ในขณะที่ต้นยังเล็ก
การดูแลรักษามะยงชิด

การให้น้ำ : ภายใน 4-5 วันควรมีการให้น้ำ 1 ครั้ง (ในช่วงปลูกใหม่ปีแรก) ใส่ปุ๋ยทุกๆ 6 เดือน (นับจากวันปลูก) แนะนำให้ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก ส่วนปุ๋ยทางใบจะฉีด เมื่อมะยงชิดเริ่มแตกใบอ่อนให้ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน จนกว่าใบจะเพสลาด จึงหยุดฉีดโดยอาจผสมกับสารไล่แมลงพร้อมกับอาหารเสริมชีวภาพ

การให้ปุ๋ย : ควรให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ตั้งแต่เริ่มปลูก 1-3 ปี ปีละครั้ง ช่วงต้นฝน สำหรับต้นที่โตให้ผลผลิตแล้ว ควรมีการตัดแต่งกิ่งออกบ้างหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยจัดการเอากิ่งที่เป็นโรคหรือกลิ่นที่แน่นทึบออก และกำจัดวัชพืช
การให้ปุ๋ย ควรให้สูตรเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 พร้อมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักแห้ง ครั้งที่ 2 ให้ใส่เมื่อก่อนหมดฝน ด้วยปุ๋ยสูตร 8-24-24 พร้อมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักแห้ง เพื่อให้ต้นมีการสะสมอาหารไว้ให้พร้อมต่อการออกดอกผลในฤดูการ ถัดไป

** เทคนิคลดการสูญเสียปุ๋ย และ ให้ต้นไม้ได้รับปุ๋ยอย่างเต็มที่ ควรยอร่องเล็กๆ ตรงแนวรัศมีทรงพุ่มเป็นวงกลมล้อรอบต้นมะยงชิด ปุ๋ยจะได้ไม่ไหลหนีไปกับน้ำหรือน้ำฝน

โรคแมลง : ฉีดพ่นใบอ่อนที่แตกมาใหม่ด้วยน้ำสกัดจากสมุนไพร หรือ น้ำส้มควันไม้ ช่วงติดดอก ออกผลก็จะมีการใช้สารเคมีควบคู่ไปด้วย

การตลาด

ปัจจุบันมีการคัดเลือกขนาดประมาณ 12-15 ผลต่อกิโลกรัม บรรจุกล่องสวยงามมีหูจับถือ เป้นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ จำหน่ายจากสวนราคา 150- 200 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนลูกค้าจะเป็นลูกค้าขาประจำที่เคยซื้อกันมาโดยจะจำหน่ายตามคำสั่งซื้อ ล่วงหน้าเป็นปีๆ หรือที่ลุกค้าสั่งจองไว้เมื่อต้นปีก่อน ส่วนมากจะเป็น ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานธนาคาร ห้างร้านต่างๆ จะนิยมซื้อไปเป็นของฝาก

**ข้อคิดเกี่ยวกับการปลูกมะปราง-มะยงชิด เสริมราก จากประสบการณ์ของตาพ้อม **

จากประสบการ์การทำสวนไม้ผลมากว่า 20 ปี ได้คลุกคลีอยู่กับมะปราง-มะยงชิดมานาน จะพบว่า ช่วงหลังๆ จะมีสมาชิกสั่งซื้อกิ่งพันธุ์แบบมีการเสริมรากไปปลูกกันมาก แต่ตาพ้อมกลับคิดว่าการเสริมรากมะปราง-มะยงชิดกลีบไม่ให้ผลดีที่แตกต่างแต่ อย่างใด เพราะพบว่าการปลูกมะปราง-มะยงชิดที่มีการเสริมราก จะมีการแตกยอกออกมาไม่สม่ำเสมอกันทั้งต้น จึงมีผลต่อการให้ผลผลิตและการออกดอก ทำให้การออกดอกพลอยไม่สม่ำเสมอกันไปด้วย จึงยากต่อการดูแลรักษษ ใบอ่อนและช่อดอกรวมทั้งผลด้วย การเสริมรากจึงดูเหมือนกับว่าจะทำให้การเจริญเติบโตนั้นดีกว่าเดิม แต่จริงๆแล้ว แทบจะไม่แตกต่างไปจากการปลูกแบบธรรมดาทั่วไปแต่ประการใด สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะระบบรากของต้นเดิมและรากที่นำมาเสริมนั้นมี ความสามารถในการหาอาหารต่างกัน หรือ ไม่สม่ำเสมอกันนั่นเอง

ประโยชน์ของมะปราง-มะยงชิด

ใช้เป็นอาหาร ผลสุก รับประทานเป็นของว่าง ทำน้ำผลไม้ ทำแยม กวน ผลดิบ ใช้จิ้มกะปิหวาน น้ำปลาหวาน ใช้ดองและแช่อิ่ม
คุณค่าทางโภชนาการ : ผลสุก มีกรดอินทรีย์หลายชนิด มีน้ำตาล วิตามินซีและวิตามินเอสูง ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม และ อื่นๆ
คุณค่างทางยาสมุนไพร : เป็นยาถอนพิษไข้และพิษสำแดง ใบ ตำพอกแก้ปวดศีรษะ ผลมีรสเปรี้ยวอมหวาน แก้เสมหะในลำคอ แก้เสลดทางวัวแก้น้ำลายเหนียวและฟอกโลหิต

คุณค่าทางอาหารของมะปราง ในหนึ่งผล
พลังงาน 60.0 หน่วย
ความชื้น 83.0 เปอร์เซ็นต์
โปรตีน 0.8 กรัม
ไขมัน 0.1 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 15.7 กรัม
เส้นใย –
แคลเซียม 12.0 กรัมmjmj
วิตามินบี 1 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.4 มิลลิกรัม
วิตามิน ซี 107 มิลลิกรัม
ไนอาซีน 0.4 มิลลิกรัม

* อ้างอิงจาก กรมส่งเสริมการเกษตรไม้ผล ประเทศไทย ปี 2530 (นรินสทร์ 2537)

การเก็บรักษาผลสด
ควรเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา ที่อุณหภูมิ 4-8 องศาเซลเซียส โดยใส่ในถุงพลาสติกแล้วรัดปากถุงให้แน่น จะช่วยเก็บรักษาไว้ได้นาน 30 วัน


หลักการปลูกมะปรางแซมสวนกล้วย
การปลูกไม้ผลบาง ครั้งเกษตรกรก็ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยในการพรางแสงแดดให้กับต้นไม้ บาง ชนิดไม่ชอบแสงแดดจัด เช่นเดียวกันกับมะปราง ที่จะไม่ชอบแสงแดดจัดในช่วง เริ่มปลูกใหม่ จะแต่ต้องการน้ำมากเพื่อการฟื้นตัว ทำให้เกษตรกรต้องสิ้น เปลืองเงิน ในการซื้อวัสดุอุปกรณ์มาช่วยในการพรางแสงและให้น้ำ ทำให้ต้นทุน สูงขึ้นตามมานั่นเอง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว คุณธวัชจึงแนะนำให้ใช้วิธีการปลูกแบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาแต่อดีต คือ การปลูกมะปรางแซมสวนกล้วย ซึ่งจะช่วยในเรื่องต่างๆ ที่ทำให้มะปรางเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการปลูกด้วยวิธีนี้จะมีข้อดี คือ

1.เมื่อมะปรางมีขนาดเล็กอยู่จะไม่ต้องการแสงมาก ใบกล้วยจะช่วยในการบังแสงแดดให้มะปรางไปในตัว เป็นการประหยัดต้นทุนในการซื้อตาข่ายพรางแสงได้เป็นอย่างดี
2.ต้นกล้วยเป็นพืชที่หาอาหารเก่งและดูดน้ำได้เก่งมาก ฉะนั้นต้นมะปรางจะได้รับน้ำอยู่ตลอดเวลาเมื่อปลูกแซมไว้กลางดงกล้วย
3.ต้นกล้วยเป็นพืชที่มีจุลินทรีมาก รวมถึงไส้เดือนดินจะช่วยทำให้ดินร่วนซุยและมีธาตุอาหารมาก เมื่อกล้วยต้นที่อยู่ข้างต้นมะปรางตาย รากของมะปรางจะสามารถเข้าไปแทนที่ได้อย่างง่ายดาย ส่งเสริมให้มะแรงมีการเตริญเติบโตที่ดี

วิธีการปลูกมะปรางแซมสวนกล้วย :

1.นำต้นกล้วย(หรือหน่อกล้วย) ที่มีความยาวประมาณ 1 เมตร จำนวน 4 ต้น มาปลูกในพื้นที่ที่จะปลูกมะปราง โดยปลูกต้นกล้วยให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และเว้นพื้นที่ด้านในรัศมีประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อเป็นพื้นที่ปลูกมะปราง
2.เมื่อต้นกล้วยปลูกติดและมีการเติบโตดีแล้ว ก็นำต้นกล้ามะปรางมาปลูกได้เลย โดยขุดหลุม(ระหว่างพื้นที่ตรงกลางหน่อกล้วย 4 ต้น ) กว้าง 30 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 2 กำมือ ต่อหลุม แล้วจึงนำต้นมะปรางลงปลูก และดูแลรักษาตามปกติ

***เพียงเท่านี้เกษตรกรที่จะปลูกมะปรางก็จะสามารถลดต้นทุนได้และลดระยะเวลาในการดูแลด้วย


การปลูกมะปรางลดทุน
คุณวิชา  เจริญ รัตนศิลป์ อยู่บ้านเลขที่ 400 บ้านเกษตรพัฒนา หมู่ 7 ต.บ้านแยง อ.นคร ไทย จ.พิษณุโลก  โทรศัพท์  085-273-2073  ยึดอาชีพปลูกมะปรางใน เนื้อที่  80 ไร่ เริ่มทำการเพาะปลูกตั้งแต่ปี 2539 ได้เรียนรู้ด้วยตน เอง ลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จ ที่สวนมีการเพาะพันธุ์ต้นมะปรางขายและ ใช้ในสวน  ก่อนที่จะมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม เคยประกอบอาชีพเต็นท์รถแต่ไม่ ประสพความสำเร็จ จึงมีแนวคิดมาทำเกษตรกรรรมเนื่องจากมีพื้นที่บริเวณเชิง เขา ซึ่งเหมาะกับพืชทนแล้ง ก่อนที่จะมีการปลูกมะปรางมีการปลูกลำไย มาก่อน แต่ได้รับผลกระทบจากพายุลูกเห็บทำให้เสียหายทั้งสวน จึงมีการปลูกมะปรางขึ้น มาทดแทนจนประสพความสำเร็จ ที่สวนของคุณวิชาใช้ปุ๋ยคอกทำให้ลดต้นทุนในการ ผลิตไปได้มาก

การปลูกมะปรางของคุณวิชา จะขุดหลุมกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร (1 ศอก) จากนั้นนำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกมาใส่ในหลุม ๆ ประมาณครึ่งกระสอบปุ๋ยผสมดินให้เข้ากัน ที่สำคัญในการปลูกควรเลือกพันธุ์มะปรางที่ดีมีคุณภาพ

สายพันธุ์ที่คุณวิชาเลือก คือ มะปรางพันธุ์สุวรรณบาตร จะให้ผลผลิตดี ต้นพันธุ์ควรมีลักษณะแข็งแรง สมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงรบกวน และมีการชำอยู่ในถุงพลาสติกอย่างน้อย 1 ปี

การให้น้ำ โดยปกติมะปรางเป็นไม้ผลที่ค่อนข้างทนทานต่อความแห้งแล้ง แต่ถ้ามะปรางขาดน้ำก็จะไม่มีการแตกยอดใหม่ ทำให้มะปรางชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นมะปรางจึงมีความจำเป็นในการใช้น้ำ ในระยะแรกปลูก 2-3 เดือน เว้นแต่ช่วงฝนตกงดการให้น้ำมะปรางที่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง ควรมีการรดน้ำ 15-20 วันต่อครั้ง

การให้ใช้ปุ๋ยมะปรางในระยะแรกควรให้ปุ๋ย N-P-K ในสัดส่วน 1:1:1 เช่นปุ๋ยสูตร 15-15-15 เพื่อเสริมสร้างและทดแทนส่วนที่พืชนำไปใช้ในการแตกยอด ใบ กิ่งก้าน ระยะใกล้ออกดอก ควรใช้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนของฟอสฟอรัสสูง เช่น ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ระยะที่พืชติดผลแล้ว ให้ใช้ปุ๋ยที่มีธาตุโปแตสเซียม เช่น ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 12-17-2 เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต การใช้ควรปุ๋ยคอกในแปลงมะปรางช่วยให้การลดต้นทุนในการผลิตได้เป็นอย่างดี ปุ๋ยคอกจะช่วยรักษาความชื้นในดิน เทคนิคที่สำคัญในการให้น้ำมะปรางไม่ควรให้ช่วงมะปรางออกดอกเพราะจะทำให้ผล ผลิตหล่นเสียหายหากประสงค์ให้น้ำในแปลงปลูกควรเสริมด้วย ปุ๋ยสูตรปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 12-17-2

การให้ผลผลิต

มะปรางจะให้ผลผลิตในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน
ราคาผลผลิตอยู่ที่ 100-150 บาท/กิโลกรัม
การขยายพันธุ์มะปราง จะนิยมใช้การทาบกิ่ง การทาบกิ่งมะปรางจะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน และจะเริ่มตัดกิ่งมาชำอีกครั้งในช่วงฤดูฝน

You can leave a response, or trackback from your own site.