มะม่วง

เคล็ดลับการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพดีและการเพิ่มผลผลิตเพื่อส่งออก
มะม่วง พันธุ์น้ำดอกไม้เป็นมะม่วงที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการส่งออกมากที่สุด และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก โดยมีญี่ปุ่นเป็นตลาดหลัก แต่ ปัจจุบันมะม่วงน้ำดอกไม้โดยเฉพาะน้ำดอกไม้สีทอง สามารถเข้าไปมีส่วนแบ่งใน ตลาดยุโร ป นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน ฯลฯ โดยเฉพาะ สาธารณรัฐประชาชนจีน มีตัวเลขการสั่งซื้อมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองจาดประเทศไทย เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เพราะจีนจะนิยมผลไม้ที่มีเป็นมงคล เช่น สีแดง หรือสี เหลืองทอง ดังนั้นจึงเป็นโอกาศดีที่ประเทศไทยจะต้องชิงความเป็นผู้นำด้านการ ตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้สีดอกไม้สีทองในจีนให้เป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น

ใน การสร้างตลาดส่งออกให้เข้มแข็งนั้น ชาวสวนจะต้องเน้นเรื่องคุณภาพของผลผลิตเป็นหลักและต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง สารเคมีชนิดใดห้ามฉีดก็ต้องไม่ฉีดหรือถ้าผลมะม่วงยังมีความแก่ไม่ตรงตา มาตรฐานห้ามเก็บเกี่ยว ถ้าเราควบคุมคุณภาพผลผลิตไม่ได้ต่อไปจะไม่สามารถส่งผลผลิตออกไปขายได้เลย

ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางเกษตร จ.พิจิตร ได้คลุกคลีและศึกษาเคล็ดลับในการผลิตมะม่วงคุณภาพดีร่วมกับกลุ่มเกษตรกร ต่างๆ มาเป็นเวลากว่า 20 ปี ซึ่งจากการสอบถามเกษตรกรชาวสวนที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในการผลิต มะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อการส่งออก พบว่าการทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้ติดผลที่มี คุณภาพดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เกินความสามารถเพียงแค่เราเข้าใจและเอาใจใส่ในแต่ละขั้นตอนอย่างประณีตเท่า นั้น ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำจากเกษตรกรชาวสวนมะม่วงชั้นนำที่ประสบความสำเร็จในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อการส่งออก

++ การจัดการในระยะเดือยไก่ : ควรล้างโรคแมลง เร่งความสมบูรณ์ ++

หลังจากที่เราทำการเปิดตาดอกจนดอกเป็นระยะเดือยไก่ หรือมีความยาวประมาณ ½ นิ้ว แล้วเกษตรกรต้องเร่งสร้างความสมบูรณ์ของดอกให้เต็มที่ เพราะช่วงดอกที่มีความสมบูรณ์ปริมาณดอกสมบูรณ์เพศจะสูงการติดผลจะง่าย ในช่วงนี้เกษตรกรส่วยใหญ่จะใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 10-15-17 อัตรา 50 กรัม ฉีดพ่นร่วมกับฮอร์โมน “โปรดั๊กทีฟ” อัตรา 10 ซีซี (ต่อน้ำ 20 ลิตร) ปุ๋ย 10-52-17 และฮอร์โมน “โปรดั๊กทีฟ” จะช่วยเร่งความสมบูรณ์ของช่อดอก ทำให้ก้ารดอกอวบใหญ่ มีสีแดงเข้มปริมาณดอกสมบูรณ์เพศมีปริมาณมาก

ระยะเดือยไก่ : นอกจากจะฉีดปุ๋ยและฮอร์โมนเพื่อสร้างความสมบูรณ์แล้ว เกษตรกรจะต้องทำการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดโรคแมลงในคราวเดียวกัน สารป้องกันกำจัดแมลงที่นิยมใช้คือสารเมทโธมิล (เช่น แบนโจ) เพราะในระยะนี้ศัตรูที่เกษตรกรจะพบมากที่สุดก็คือหนอนต่างๆ อัตราที่ใช้ในการดูตามคำแนะนำของฉลาก ส่วนด้านโรคระยะนี้จะต้องล้างโรคให้หมดแนะนำให้ใช้สารในกลุ่มเบนโนมิล เช่น เมเจอร์เบน อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มจะช่วยป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อโรคต่างๆ ได้ดี

** ข้อแนะนำในการพ่นสารเคมีในระยะนี้สามารถผสมปุ๋ย ฮอร์โมน สารกำจัดโรคและแมลงได้ในคราวเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานและประหยัดต้นทุนการพ่นสารเคมี

** เคล็ดลับในการผสมสารปราบศัตรูพืช **

1.ใส่น้ำลงในถังพ่นยาในปริมาณครึ่งของถัง
2.ละลายปุ๋ยเกล็ดใส่ลงในถังเป็นอันดับแรกแล้วตามด้วยยาชนิดผงแต่ต้องจำไว้ ว่าในการผสมยาผงทุกครั้งต้องละลายยาผงในภาชนะอื่นก่อนแล้วค่อยเทลงในถังฉีด พ่น เพื่อป้องกันการจับก้อนหรือการตกตะกอน (ต้องใช้ไม้กวนยาทุกครั้ง)
3.ใส่กลุ่มฮอร์โมนและยากำจัดแมลงที่เป็นน้ำตามไปแล้วเติมน้ำให้เต็มถังฉีดพ่นหรือเติมปริมาณที่กำหนด
4.เติมสารจับใบ (เช่น พรีมาตรอน) เป็นอันดับสุดท้าย แล้วกวนส่วนผสมต่างๆ ให้เข้ากันอีกครั้ง
ในระยะนี้ถ้าพื้นที่ปลูกมะม่วงของท่าน มีน้ำรดสามารถให้น้ำได้ การให้น้ำจะช่วยให้ดอกมะม่วงมีความสมบูรณ์และติดผลดี และช่อดอกโรยช้า

++ ระยะก้างปลา ก้านดอกบาน : การดูแลในช่วงก่อนดอกบานหรือดอกเริ่มบานก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ++

ตามปกติแล้วมะม่วงมะม่วงจะมีระยะเวลาตั้งแต่แทงช่อดอก จนถึงดอกเริ่มบานประมาณ 20 วัน (ระยะเวลาอาจเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพอากาศ) การดูแลในช่วงก่อนดอกบานหรือดอกเริ่มบานก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ข้อแนะนำในระยะนี้จึงสามารถฉีดพ่นสารเคมีได้ตามปกติ เกษตรกรใช้ฮอร์โมน “โปรดั๊กทีฟ” อัตรา 10 ซีซี ผสมกับสารกลุ่มแคลเซียมโบรอน เช่น โกรแคล หรือโฟแมกซ์ อัตรา 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฮอร์โมน “โปรดั๊กทีฟ” และสารในกลุ่มแคลเซียมโบรอนจะช่วยเรื่องความสมบูรณ์ของดอก ทำให้ดอกติดผลง่าย ลดการหลุดล่วงของผล และมีผลติดดก

ศัตรูที่ต้องระวังในระยะนี้ คือ เพลี้ยไฟและเพลี้ยจักจั่นมะม่วง ซึ่งศัตรูทั้งสองชนิดเข้ามาทำลายระยะดอกเริ่มบาน จนถึงระยะติดผลอ่อน สร้างความเสียหายให้แก่ช่อมะม่วงอย่างมากแนะนำให้ใช้สารโปรมาโด อัตรา 2-3 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทรงพุ่มจะช่วยป้องกันกำจัดแมลงดังกล่าวได้ดี

โรคที่สำคัญในช่วงนี้ จะต้องป้องกันโรคแอทแทรคโนสให้ดีเพราะจะทำให้ช่อมะม่วงเกิดความเสียหายได้สูงมาก แนะ นำให้ใช้สาร “ฟลิ้นท์+แอนทราโคลโกลด์” ของบริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด จากประสบการณ์ชาวสวนพบว่าสารดังกล่าวสามารถป้องกันโรคแอทแทรคโนสได้ดีมาก โดยใช้ฟลิ้นท์อัตรา 3 กรัม ผสมกับ แอนทราโคลโกลด์ อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง

++ ระยะดอกบานต้องดูแลเป็นพิเศษ : ตามปกติถ้าดอกมะม่วงบาน จะต้องห้ามฉีดพ่นสารเคมีโดยเด็ดขาด เพราะการฉีดพ่นสารเคมีจะทำให้ดอกมะม่วงได้รับความเสียหาย ++

ตามปกติถ้าดอกมะม่วงบานจะต้องห้ามฉีดพ่นสารเคมีโดยเด็ดขาด เพราะการฉีดพ่นสารเคมีจะทำให้ดอกมะม่วงได้รับความเสียหาย นอกจากนั้นพิษของสารเคมียังไปทำลายแมลงที่มาช่วยผสมเกสรตามธรรมชาติ ทำให้การติดผลต่ำหรือไม่มีการติดผลเลย แต่หากประสบการณ์ของชาวสวนพบว่า ในช่วงดอกบานจะมีศัตรูเข้าทำลายจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งศัตรูต่างๆที่เข้าทำลายระยะนี้ ได้แก่

1.เพลี้ยไฟ

เป็นแมลงขนาดเล็กที่ทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงของช่อดอก ทำให้ดอกแห้ง ดอกล่วงไม่ติดผล จะระบาดหนักในช่วงอากาศร้อนและแห้งแล้ง เกษตรกรมักพบว่าเมื่อเพลี้ยไฟเข้าทำลาย ดอกมะม่วงจะแห้งอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านเรียก อาการนี้ว่า “ดอกวูบ” เมื่อเคาะดูจะพบว่ามีเพลี้ยไฟเป็นจำนวนมาก

การป้องกัน ต้องมั่นสังเกตช่อดอกมะม่วงบ่อยๆ โดยการเดินเคาะช่อดอกลงบนกระดาษสีขาว ถ้าพบเพลี้ยไฟปริมาณมากว่า 5-10 ตัว ต่อช่อดอก ต้องฉีดพ่นสารเคมีทันที สารเคมีที่แนะนำในช่วงดอกบานจะต้องเป็นกลุ่มยาเย็น ท่ไม่เป็นพิษกับดอก เช่น สารโปรวาโด ใช้อัตรา 3 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารไซฮาโลทริน (เช่น เคเต้) อัตรา 10 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นก็ได้

**เคล็ดลับ** การฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟแนะนำให้ฉีดพ่นสารในช่วงเย็นที่ลมสงบ เพราะเพลี้ยไฟจะออดมาหาอาหารทำให้ถูกสารเคมีได้ง่าย และช่วงเย็นอากาศไม่ร้อน ดอกมะม่วงจะไม่ค่อยเสียหาย

2.เพลี้ยจักจั่นมะม่วง

เป็นแมลงที่ทำความเสียหายแก่ดอกมะม่วงมากที่สุดชนิดหนึ่ง โดยจะเข้าทำลายด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอก ทำให้ดอกแห้งและล่วงหล่น ดอกมะม่วงที่โดนเพลี้ยจักจั่นเข้าทำลายอาจไม่ติดผลเลย ที่สำคัญในระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลที่เป็นของเหลว คล้ายน้ำหวานเหนียวเยิ้มติดตามใบและดอกต่อมาราดำจะเข้ามาปกคลุม เป็นผลเสียต่อการเจริญเติบโตมะม่วง
การป้องกัน เมื่อสังเกตเห็นเพี้ยจักจั่นปริมาณ 2-3 ตัว ต่อช่อ หรือเห็นของเหลวคล้ายน้ำหวานติดอยู่ตามใบ ให้ฉีดพ่นสารโปรวาโดขนาด 1 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทันที เพราะหากปล่อยทิ้งไว้เพียง 1 สัปดาห์ ปริมาณเพลี้ยจักจั่นจะเพิ่มเป็นจำนวนมาก ดอกมะม่วงจะถูกทำลายไม่ติดผลเลย

3.โรคแอนแทรคโนส (ช่อดำ)

มักระบาดในช่วงที่มีฝนตกสลับกับอากาศร้อน โดยจะทำให้ช่อดอกเน่าดำและหลุดร่วง หากสังเกตจะพบจุดดำเล็กๆบริเวณช่อดอก ช่อดอกจะเน่าดำลุกลามจากยอดไปยังโคนช่อดอกทำให้ดอกมะม่วงไม่ติดผล

** เคล็ดลับการเอาชนะโรคแอนแทรคโนส **
กรณีฝนไม่ตกหนักอาจจะใช้สารเบนโนมิล (เช่น เมเจอร์เบน) อัตรา 6-12 กรัม ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 7-10 วัน โดยอาจฉีดสลับกับสารแคปแทน (เช่น อโรไชด์) อัตรา 30-40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร และเกษตรกรเจ้าของสวนมั่นสังเกตช่อดอกบ่อยๆ หากพบว่าสารกำจัดโรคที่ฉีดพ่นไปเอาชนะไม่ได้ (โรคลุกลามต่อเนื่อง) ให้เปลี่ยนสารเคมีทันที

สารเคมีที่พิชิตแอนแทรคโนสได้อย่างแน่นอน ในปัจจุบัน เกษตรกรชาวสวนส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้สาร ฟลิ้นท์+แอนทราโคลโกลด์ เพราะสามารถป้องกันโรคแอนเทรคโนสได้ผลแน่นอน แม้จะมีขนาดฝนตกติดต่อกันหลายวัน ที่สำคัญเป็นสารที่ฉีดพ่นแล้วไม่เป็นอันตรายต่อดอก ดอกมะม่วงที่ฉีดพ่นด้วยสาร ฟลิ้นท์+แอนทราโคลโกลด์ จะสดและใสกว่าการฉีดพ่นด้วยสารกลุ่มอื่นที่สำคัญไม่พบปัญหาดอกแห้งหรือดอก ไหม้ หรือฉีดพ่นสารในสภาพอากาศร้อน อัตราที่แนะนำให้ใช้ฟลิ้นท์ 3 กรัม และ แอนทราโคลโกลด์ 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีกพ่น 7-10 วันต่อครั้ง แต่หากช่วงนั้นมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ให้ลดระยะเวลาฉีดเหลือ 2-3 วันต่อครั้งจะได้ผลดีที่สุด

4.ราแป้ง ภัยเงียบฤดูหนาว

โรคราแป้งเป็นโรคที่พบระบาดหนัก ในช่วงที่มีอากาศแห้งและเย็น (ปลายฝนต้นหนาว) เป็นโรคที่สร้างความเสียหายกับเกษตรกรชาวสวนมะม่วงอย่างมาก เพราะเป็นเหมือนภัยเงียบที่มองไม่เห็น โดยเชื้อราแป้งจะพักตัวอยู่ตามตาใบและตาดอกของมะม่วง เมื่อดอกมะม่วงบานและสภาพอากาศเหมาะสมราแป้งจะเข้าทำลายทันที ดอกมะม่วงที่โดนราแป้งทำลายจะสังเกตเห็นผลสีขาวคล้ายแป้งปกคลุมบริเวณก้าน ดอกทำให้ดอกร่วง ถ้าลงทำลายระยะผลอ่อนจำทำให้ผลอ่อนหักและหลุดร่วง

** การป้องกันราแป้ง ** ทำได้โดย ฉีดพ่นสารกำมะถันชนิดผง (กำมะถันทอง) อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในระยะดอกเป็นระยะเดือยไก่ แต่หากช่วงนั้นเกษตรกรไม่มีเวลาหรือลืมฉีด ให้ใช้สารซิลเทน-อี อัตรา 8-10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นตั้งแต่ก่อนดอกบาน 1 ครั้ง และดอกบานครึ่งช่อ 1 ครั้ง จะสามารถป้องกันการทำลายของเชื้อราแป้งเป็นอย่างดีจำไว้เสมอว่า หน้าหนาวระวังราแป้ง

++ ติดผลอ่อนล้างโรคแมลงทำผิวให้สวย : เมื่อดอกมะม่วงเริ่มโรย เราสังเกตเห็นผลอ่อนของดอกมะม่วงติดผลเล็กขนาดเท่าไข่ปลาถึงหัวไม้ขีด ช่วงนี้ต้องระวังเพลี้ยไฟกับโรคแอนแทรคโนสให้มาก ++

เมื่อดอกมะม่วงเริ่มโรย เราสังเกตเห็นผลอ่อนของดอกมะม่วงติดผลเล็กขนาดเท่าไข่ปลาถึงหัวไม้ขีด ช่วงนี้ต้องระวังเพลี้ยไฟกับโรคแอนแทรคโนสให้มาก ระยะนี้เกษตรกรจะใช้สารค่อนข้างแรง (แรงต่อแมลงแต่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค) เช่น สารไซฮาโลทริค (เคเต้) อัตรา 10 ซีซี หรือใช้สารคาร์โบซัลแฟน (ไฟท์ช๊อต) อัตรา 30-40 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นร่วมกับสารกำจัดโรคแอนแทรคโนส เช่น เมเจอร์เบน ในระยะดอกเริ่มโรย และผลอ่อนเกษตรกรต้ดงหมั่นดูแลเพราะหากเพลี้ยไฟหรือโรคแอนแทรคโนสเข้าทำลาย ผลอ่อนผิวจะไม่สวยขายไม่ได้ราคา

มีเคล็ดลับอีกข้อสำหรับป้องกันผลร่วงและเริ่มการ เจริญเตอบโตของผลอ่อนเกษตรกรจะใช้ปุ๋ยสูตร 21-21-21 อัตรา 100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นร่วมกับสารจิบเบอร์ริล (AG3) เช่น จิ๊บแซด อัตรา 5 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง จะทำให้ผลโตเร็ว ลดอาการหลุกร่วงของผลได้มาก

++ ผลเท่าไข่ไก่ : ต้องห่อผลเพื่อให้ผิวสวย และป้องกันโรคแมลง

การซื้อ-ขาย มะม่วงน้ำดอกไม้ในปัจจุบัน พ่อค้า-แม่ค้าจะนิยมซื้อมะม่วงที่ห่อก่อนเพราะมะม่วงที่ห่อผล ผิวจะสวย ขายได้ราคาดีกว่า มะม่วงที่ไม่ได้ห่อ พ่อค้าบางคนเวลาไปติดต่อซื้อผลมะม่วงน้ำดอกไม้จะถามก่อนว่า “ห่อหรือเปล่า”แปลงไหนห่อผลจะขายง่าย แปลงที่ไม่ได้ห่อจะไม่มีคนซื้อ

เมื่อผลมะม่วงโตกว่าไข่ไก่ (ขนาดประมาณ 3 นิ้วมือ) เกษตรกรจะทำการตัดแต่งผลกระเทยออก ช่อไหนติดผลเกินหรือรูปทรงไม่สวยงามจะต้องตัดทิ้ง คัดผลดีๆ ที่ผิวสวย ไว้เพียง 1-3 ผลต่อก้าน เพื่อควบคุมคุณภาพให้ออกมาอย่างสม่ำเสมอไม่เล็กนัก (เกษตรกรบางรายดูแลดีมากสามารถไว้ผล 3-5 ผลต่อก้าน)

ก่อนห่อผลทุกครั้งต้องล้างโรคแมลง ด้วยการพ่นสาร อมิสตา หรือ ฟลิ้นท์ + แอนทราโคลโกลด์ เพื่อป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนส และต้องพ่นสารมาลาไธออน อัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกัยกำจัดเพลี้ยแป้ง เพราะหากไม่ฉีดพ่นสารกำจัดโรคแมลงตอนนี้ เมื่อเราห่อถุงไป โรคแมลงจะติดเข้าไปอยู่ในถุงห่อและทำลายผลผลิต โดยที่เราไม่รู้เพราะมองไม่เห็น


การเสริมขามะม่วงที่ทำการเปลี่ยนยอดบนต้นตอขนาดใหญ่
การเสริมรากหรือ เสริมขาให้พืชที่ทำการเปลี่ยนยอดไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว ถือเป็นการเพิ่ม พื้นที่ทางเดินของท่ออาหารและท่อน้ำให้พืช ทำให้ยอดพืชที่ทำการเปลี่ยนใหม่ นั้น มีการเจริญเติบโตดี ด้วยการใช้กิ่งก้านที่แตกออกมาจากต้นตอมาทาบทับกับ ส่วนของยอดพืชพันธุ์ดี โดยไม่ต้องตัดทิ้งไปให้เปล่าประโยชน์

ต้นมะม่วงมีการเปลี่ยนยอดใหม่หรือเปลี่นยอดบนต้นตอขนาด ใหญ่ เช่น สวนคุณวารินทร์เปลี่ยนต้นมะม่วงพันธุ์เดิมอย่างน้ำดอกไม้สีทองมาเป็นอาร์อี ทูทั้งสวนนั้น รอยต่อของแผลระหว่างต้นมะม่วงเดิมกับกิ่งพันธุ์อาร์อีทูจะเป็นจุดเสี่ยงต่อ การฉีกขาด หากกิ่งอาร์อีทูโตขึ้นกิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อมีลมแรงกิ่งก็จะฉีกขาดได้ง่าย สวนคุณวารินทร์จึงได้ใช้ “เสริมขา” เข้าช่วย ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้

++ การเสริมขามะม่วง ++ คือ การนำกิ่งหรือยอดที่แตกออกมาจากต้นตอหรือต้นมะม่วงเดิม มาปาดยอดเสียบแปะไว้กับกิ่งอาร์ทูอีทู(วิการทำคล้านการทาบกิ่งทั่วไป) เพื่อเป็นการลดปัญหากิ่งมะม่วงฉีกขาดและเป็นการเสริมการหาอาหารของพืชให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ยอดพันธุ์ดีเจริญเติบโตเร็ว


การเสียบยอดมะม่วงพันธุ์ดีกับต้นตอขนาดใหญ่
การเปลี่ยนยอดนับ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมในการนำไปใช้กับการขยายพันธุ์พืชหลาย ชนิด โดยเฉพาะพืชที่นิยมปลูกเชิงพาณิชย์ เช่น มะม่วง ชวนชม แก้ว มังกร มะนาว ซึ่งการเปลี่ยนยอดนิยมใช้ในกรณ๊ที่ต้องการให้พืชปลูกหากินเก่ง ด้วยการใช้ต้นตอพืชพันธุ์ป่าหรือพันธุ์พื้นเมืองเป็นต้นตอ และนำยอดของพืช พันธุ์ดี ที่มีผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดมาเสียบเข้ากับต้นตอดัง กล่าว ซึ่งสามารถทำได้แม้ต้นตอที่ใช้จะมีขนาดใหญ่ก็ตาม

++ วิธีเปลี่ยนยอดบนต้นตอขนาดใหญ่ ++

- ตัดต้นตอเก่าออกโดยให้สูงจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร
- เตรียมยอดพันธุ์ดี โดยเลือกยอดที่มีตุ่มตาแตกออกมาเพื่อความรวดเร็วในการแตก
- เปิดเปลือกต้นตอกว้าง 1 เซนติเมตร และยาว 1 นิ้ว
- เฉือนแผลต้นตอเป็นรูปลิ่มยาว 1 นิ้ว เสียบลงไปบนตอที่กรีดแผลไว้
- ใช้เทปพันแผลให้แน่นครอบด้วยถุงพลาสติกและใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อไว้เพื่อป้องกันแสงแดด
- ประมาณ 15-20 วัน ตุ่มตาจะเริ่มผลิออกมา ให้แกะกระดาษหนังสือพิมพ์และถุงพลาสติกออก


มะม่วงมันขุนศรี
ผู้ อ่านไทยรัฐ จำนวนมากที่ชอบปลูกมะม่วงสงสัยว่า “มะม่วงมันขุนศรี” เป็นพันธุ์ เดียวกันกับมะม่วงแก้วลืมคอนหรือไม่ เพราะลักษณะผลคล้ายคลึงกันมาก และขนาด ของผลก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่   ซึ่งก็ขอยืนยันว่าเป็นคนละสายพันธุ์ กัน มะม่วงแก้วลืมคอนนิยมปลูกกิน หรือเก็บผลสุกขายอย่างเดียว รสชาติหวาน หอมอร่อยมาก ไม่นิยมปลูกกินหรือขายผลดิบ

“มะม่วงมันขุนศรี” นิยมปลูกกันมาแต่โบราณ โดยมีแหล่งปลูกอยู่ในย่านตลิ่งชัน เขตบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี และแถบ อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ซึ่งมะม่วงพันธุ์นี้จะมีรสชาติเปรี้ยวจัดขณะยังเป็นผลดิบ หรือห่ามปนมันเล็กน้อย ฉ่ำน้ำ นิยมฝานเป็นชิ้นบางๆ จิ้มน้ำปลาหวานอร่อยมาก ผลสุก – รสชาติจะหวานหอม รับประทานกับข้าวเหนียวมูนอร่อยไม่แพ้มะม่วงอกร่องแต่อย่างใด สามารถปลูกเก็บผลรับประทานหรือเก็บผลขายได้ทั้งผลดิบและสุก นิยมแพร่หลายมาจนกระทั่งปัจจุบัน

สำหรับข้อแตกต่างของมะม่วงสองชนิดนี้พอแยกแยะได้คือ ผลของ “มะม่วงมันขุนศรี” รูปทรงจะแหลมและงอนกว่าผลของมะม่วงแก้วลืมคอน ส่วนหัวของผล “มะม่วงมันขุนศรี” จะป้านไปทางด้านหลังมากกว่าส่วนหัวของมะม่วงแก้วลืมคอน ทำให้ดูคล้ายตัวอักษรภาษาอังกฤษรูปตัว “เอส” มากกว่าด้วย มะม่วงแก้วลืมคอนไม่งอนถึงขนาดนั้น จึงมีข้อแตกต่างกันอย่างชัดเจน

มะม่วงมันขุนศรี เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร แตก กิ่งก้านสาขาเยอะ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเป็นคู่ๆ รอบกิ่งก้านจำนวนมากบริเวณปลายกิ่ง ใบเป็นรูปใบหอก ปลายแหลม โคนมน สีเขียวสด

ดอก ออกเป็นช่อแบบเชิงลดที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกเป็นสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอมอ่อนๆ “ผล” เป็นรูปกลมรีและยาว ปลายผลจะเรียวแหลมและงอนมาก ส่วนหัวผลจะป้านไปด้านหลังดูคล้าย “ตัวเอส” ตามที่กล่าวข้างต้น ผลดิบเป็นสีเขียวมีนวล รสชาติเปรี้ยวจัด ผลสุกเป็นสีเหลือง เนื้อในสีเหลืองปนส้มเล็กน้อย รสหวานปนเปรี้ยวนิดๆ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเหนียว มีกลิ่นหอมรับประทานอร่อยคล้ายมะม่วงพิมเสนมัน ผลโตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 3-4 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม เมล็ดลีบและแบน ติดผลปีละครั้ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่งและเสียบยอด มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณภิญโญ” ตรงกันข้ามโครงการ 13 ราคาสอบถามกันเอง

การปลูก เติบโตได้ในดินทั่วไป ลักษณะเป็นมะม่วงที่ติดผลดก ติดผลง่าย โดยเฉพาะเป็นต้นที่ตอนกิ่ง หรือเสียบยอด ใช้เวลาปลูก 3-4 ปี จะติดผลชุดแรก ดังนั้น “มะม่วงมันขุนศรี” จึงเหมาะจะปลูกเพื่อเก็บผลรับประทานในครัวเรือน หรือปลูกเพื่อเก็บผลขายได้ครับ.


การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ให้มีผิวสวย
สิ่งสำคัญสำหรับ การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้คัดเกรด เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศก็คือ ผิว เปลือกที่สวยงาม ไร้ตำหนิและทนทานต่อการขนส่ง ในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ส่ง นอก จึงจำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องตำหนิบนผิวเปลือกให้ดี ซึ่งมีเทคนิค สำหรับการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ให้มีผิวสวยก็คือ การห่อผล

เทคนิคการห่อผลมะม่วงน้ำดอกไม้ให้มีผิวสวย :

คุณลุงสมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อก่อนก็ใช้กระดาษหนังสือพิม์ห่อมะม่วงน้ำดอกไม้มาก่อน แต่ว่ามะม่วงน้ำดอกไม้ที่ห่อผลด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์พ่อค้าจะไม่ค่อยรับ ซื้อเพราะจะได้ผิวที่ไม่ค่ยอเรียบเนียนเหมือน ที่ห่อด้วยกระดาษคาร์บอน เนื่องจากการห่อผลด้วยถุงคาร์บอนนั้นจะทำให้ได้ผิวมะม่วงที่สวยเนียนกว่า เพราะความหนาที่มีมากกว่ากระดาษหนังสือพิมพ์ธรรมดาทำให้แดดส่องถึงได้ยาก และไม่มีปัญหาเรื่องหมึกตกค้างเมื่อใช้กระดาษหนังสือพิมพ์

แต่การห่อผลมะม่วงจำเป็นต้องระวังข้อปลีกย่อยสำคัญที่เกษตรกรจำต้องระมัด ระวัง ก็คือ การเด็ดหรือตัดส่วนปลายก้านช่อผลหรือที่เรียกว่า “หนวดมะม่วง” ออก เพราะถ้ามีการปล่อยทิ้งไว้รวมกับผลที่ห่อในถุงคาร์บอน จะทำให้ผิวมะม่วงน้ำดอกไม้มีตำหนิ ที่เกิดจากการเสียดสีภายในถุงห่อ เวใลที่มีลมพายุพัด มะม่วงที่ได้จึงตกเกรดทันที และในการตัดแต่งส่วนปลายผลมะม่วงน้ำดอกไม้ก่อนที่จะทำการห่อผล ถือว่าเป็นความสำคัญสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ในปัจจุบัน เพราะพ่อค้าส่วนใหญ่จะเลือกซื้อมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีการห่อผลคาร์บอน เพื่อการจำหน่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอันดับแรก

You can leave a response, or trackback from your own site.